เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายสมชัย สัจจพงษ์
ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาแถลงข่าวด่วนเพื่อชี้แจงตัวเลขเศรษฐกิจของไทย หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกขยายตัว 3.2% เนื่องจากมีนักลงทุนต่างชาติได้สอบถามเข้ามาผ่านสำนักงานตัวแทนในต่างประเทศ ทำนองว่าไม่เชื่อถือตัวเลขเศรษฐกิจของไทยที่ประกาศออกมาว่าจะดีขึ้นจริง เพราะตัวเลขดังกล่าวถือว่าเป็นอัตราการขยายตัวมากที่สุดในรอบกว่า 2 ปีท่ามกลางเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว
นายสมชัยมั่นใจว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยนั้น มีการขยายตัวและเหมือนจะช่วยย้ำว่า ตัวเลขเศรษฐกิจของสศช.ที่ประกาศออกมานั้นเชื่อถือได้ แม้ว่าตัวเลขของกระทรวงการคลังหรือหน่วยงานอื่นจะแตกต่างออกไป แต่ก็มองไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจในระยะจากนี้ไปมีแนวโน้มดีขึ้นตามลำดับ เนื่องจากมีเม็ดเงินจากการลงทุนภาครัฐเข้าสู่ระบบมากขึ้น อีกทั้งแนวโน้มการส่งออกของไทยก็ปรับตัวดีขึ้น และยังได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการท่องเที่ยวที่ยังสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง จึงไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศชะลอลงไปอีก
กรณีนักลงทุนไม่เชื่อถือตัวเลขของรัฐบาลนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ และไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหาเดียวกัน ซึ่งความสงสัยมักจะเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติเสมอ เพราะในยามวิกฤตินั้นคนมักจะสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างหรืออย่างน้อยก็ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน แม้จะเกิดสถานการณ์ที่ดีก็ตาม ดังนั้นในสถานการณ์ปัจจุบันจึงเป็นเรื่องยากมากจะทำให้นักลงทุนทุกกลุ่มมีความเชื่อไปในทางเดียวกัน แต่ประเด็นสำคัญคือการประเมินว่าความสงสัยที่เกิดขึ้นนั้นมีขอบเขตแค่ไหน และหน่วยงานภาครัฐจะชี้แจงต่อกรณีนี้อย่างไร
อันที่จริง การชี้แจงต่อตลาดหรือนักลงทุนที่เกิดข้อสงสัย กับตัวเลขทางเศรษฐกิจของหน่วยงานรัฐบาลนั้น อาจไม่มีความจำเป็นเลยหากข้อสงสัยดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มและไม่กระทบต่อภาพรวมของประเทศ เพราะหากมีการชี้แจงก็เหมือนเป็นการแก้ตัวให้กับข้อสงสัยที่เกิดขึ้น ซึ่งกรณีของไทยก็เช่นเดียวกันที่เคยเกิดขึ้นกับจีนมาแล้ว โดยช่วงหนึ่งนักลงทุนก็เคยสงสัยตัวเลขเศรษฐกิจจีนว่าที่ทางการประกาศออกมาน้อยกว่าความจริง แต่ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำก็เกิดข้อสงสัยอีกว่าตัวเลขมากกว่าความจริง
ดังนั้น หากสศช.มั่นใจในตัวเลขว่ามีความถูกต้องตามหลักวิชา ที่ใช้กันมานานก็ไม่จำเป็นต้องชี้แจง ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อถือมากกว่าการตามชี้แจงข่าวในตลาดเงินตลาดทุน ที่ปกคลุมไปด้วยข่าวลือข่าวการตั้งข้อสงสัย เพราะคนเหล่านี้ต้องการความแน่นอนทางด้านข้อมูลสถิติตัวเลขเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม สศช.ต้องตระหนักว่าในยุคที่คนหลงไหลในตัวเลขเช่นนี้ ความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญและความเชื่อถือจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อตัวเลขที่ประกาศออกมานั้นได้สะท้อนกับภาวะที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น
เราเห็นว่าประเด็นที่มีความสำคัญ คือ หากทิศทางเศรษฐกิจของไทยเป็นไปตามที่ตัวเลขบอกไว้ ก็สะท้อนให้เห็นว่าตัวเลขของสศช.ที่ประกาศออกมานั้นมีความน่าเชื่อถือ แต่หากเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม ก็มีความเสี่ยงอย่างมากในเรื่องความน่าเชื่อถือ ซึ่งไม่เพียงเฉพาะหน่วยงานอย่างสศช.เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือของประเทศด้วย เราหวังว่าข้อสงสัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวจากความไม่แน่นอนของภาวะตลาด จนทำให้เกิดความสงสัยเท่านั้น แต่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง








