สองตอนที่ผ่านมา ผู้เขียนพยายามสรุป “มายาคติ” สองประการที่เห็นว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการปฏิรูปที่แท้จริง
ในประเทศไทย ได้แก่ มายาคติเกี่ยวกับคนจน และมายาคติเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญ
มายาคติอีกประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือ มายาคติเกี่ยวกับกฎหมาย โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า กฎหมายคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตายตัว ออกแล้วย่อมชอบธรรมเสมอ ดีเสมอ ไม่ต้องทบทวนหรือเปลี่ยนแปลง แม้เวลาเปลี่ยนไป ดังนั้นถ้าเพียงแต่ “ทุกคนทำตามกฎหมาย” บ้านเมืองก็จะสงบเรียบร้อยรุ่งเรืองก้าวหน้า
มายาคติเช่นนี้อาจจะเป็นอันตรายต่อการพัฒนา เนื่องจากข้อเท็จจริงคือ 1. “นิติรัฐ” กับ “กฎหมาย” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน 2. การบังคับใช้กฎหมายที่ล้าสมัยและสะท้อนลัทธิอำนาจนิยม มีส่วนซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและฉุดรั้งการพัฒนาที่ยั่งยืน และ 3. กฎหมายไม่ใช่แก้วสารพัดนึก แก้ปัญหาทุกเรื่องไม่ได้
ใครๆ ที่สถาปนาตัวเองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน หรือที่ภาษากฎหมายเรียกว่า “รัฏฐาธิปัตย์” ย่อมสามารถออกกฎหมายหรือออกคำสั่งต่างๆ และอ้างว่าคำสั่งเหล่านั้นมีสถานะเป็น “กฎหมาย”
แต่สังคมสมัยใหม่รู้ดีว่า ลำพังการมี “กฎหมาย” ไม่ใช่หลักประกันว่าประเทศจะก้าวหน้า
อย่าลืมว่า การทรมานจนตาย การใช้แรงงานทาส การเหยียดผิว และธรรมเนียมปฏิบัติในอดีตอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งอาจมีเหตุมีผลหรือคนในอดีตรับได้ แต่คนทั่วไปวันนี้รับไม่ได้อีกแล้ว เพราะมองว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างรุนแรง ล้วนแต่เคย “ถูกกฎหมาย” ในอดีตมาแล้วทั้งสิ้น
การผลักดันให้แก้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ หลายครั้งจึงเริ่มจากการ “อารยะขัดขืน”
ในเมื่อกฎหมายอาจไม่ยุติธรรม จึงมีการนิยามและเผยแพร่ความจำเป็นของ “นิติรัฐ” หรือ rule of law ซึ่งสาระสำคัญ ได้แก่ 1. รัฐจะต้องไม่ใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด 2. กฎหมายจะต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เขียนอย่างชัดเจนว่าให้รัฐล่วงล้ำเข้าไปในแดนของสิทธิเสรีภาพประชาชนในกรณีใดบ้าง และภายใต้ขอบเขตใด เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ให้ล่วงล้ำ “เกินความจำเป็น” และ3. การควบคุมไม่ให้รัฐขัดต่อกฎหมายหรือกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายตุลาการซึ่งจะต้องเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
หลายคนบ่นว่าการปฏิรูปเกิดไม่ได้เพียงเพราะผู้มีอำนาจทางการเมืองไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ หรือไม่ให้ “ผู้รู้” ได้ทำงาน ราวกับว่าทุกเรื่องเรารู้ๆ กันอยู่แล้วว่าต้องทำอะไรอย่างไร มีองค์ความรู้พร้อมมูลแล้ว หรือรอเพียงผู้มีอำนาจมา “เปิดไฟเขียว” ให้ปฏิรูปเท่านั้น
ความคิดเช่นนี้อธิบายว่าเหตุใดข้าราชการและคนอื่นๆ จำนวนมากที่ยังยึดติดกับแนวคิดแบบอำนาจนิยม ถึงได้พยายามเชียร์ให้ คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว กับเรื่องต่างๆ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ
แต่ลำพังการที่ คสช. ใช้อำนาจออกคำสั่งต่างๆ และประกาศว่าคำสั่งเหล่านั้นมีสถานะเป็นกฎหมาย อาจมิได้ทำให้คำสั่งเหล่านั้น “ชอบด้วยกฎหมาย” หรือตรงตามหลักนิติรัฐโดยอัตโนมัติ
ที่ผ่านมามีคำถามว่าคำสั่ง คสช. จำนวนมากอาจล่วงล้ำแดนสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยที่ไม่ได้มีการอธิบาย ว่าคำสั่งเหล่านั้น “จำเป็น” อย่างไร เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะอย่างไร
ยกตัวอย่างเช่น คำสั่ง คสช. 3/3558 และ 13/2559 (http://www.ilaw.or.th/node/4085) ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมบุคคลผู้กระทำความผิดซึ่งหน้า ควบคุมตัว ค้น ยึด อายัด หรือควบคุมตัวบุคคลไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน
คำสั่งทั้งสองฉบับโดยเฉพาะ 13/2559 อาจมีปัญหาในตัวบทมากมาย (ดูอาทิ ความเห็นของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน https://tlhr2014.wordpress.com/2016/03/31/statement_on_head_of_ncpo_order_no-132016/) ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนที่ถูกจับกุมและควบคุมตัวหลายวันโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งดังกล่าว มีคำถามว่ามีการ “กระทำความผิดซึ่งหน้า” ตามเงื่อนไขในคำสั่งเป็นอย่างใด หรือเพียงแต่โพสความคิดเห็นออนไลน์ก่อนหน้าจะโดนจับ ซึ่งเป็นเพียงแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์
นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างการจับผู้ใช้เฟซบุ๊ครายหนึ่งในเชียงใหม่ หลังจากที่โพสรูปขันแดงซึ่งมีข้อความจากอดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 ประมวลกฎหมายกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นการอ้างฐานความผิดี่ตามคำสั่ง คสช.
มาตรา 116 ระบุว่า ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย
2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี
กฎหมายระบุว่า “การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต” เช่น วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล วิจารณ์กฎหมายที่ถูกมองว่าไม่ถูกต้อง ย่อมไม่ผิดกฎหมาย
แม้แต่การกระทำที่อาจเข้าข่ายไม่สุจริต เช่น บางคนมีวาระทางการเมือง ออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินก็ไม่ผิด หากเป็นการเรียกร้องโดยสันติวิธี ไม่ใช่ “ใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย” ตาม 116(1)
ลำพังการโพสภาพขันแดงพร้อมโปสเตอร์อดีตนายก การแชร์ภาพการกล่าวหาทุจริตโครงการอุทยานราชภักดิ์ หรือเป็นแอดมินเพจล้อเลียนหรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล มีคำถามว่าอาจไม่เป็นความผิดต่อความมั่นคงของชาติ ตามมาตรา 116 (อ่านบทวิเคราะห์เพิ่มเติมได้จากไอลอว์ http://freedom.ilaw.or.th/blog/116NCPO) โดยการกระทำเหล่านี้ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐาน “หมิ่นประมาท” ซึ่งบุคคลใดๆ ก็ตามที่ถูกพาดพิง ย่อมมีสิทธิฟ้องได้ตามกฎหมาย
ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นน่าจะช่วยฉายภาพว่า “นิติรัฐ” กับ “กฎหมาย” นั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
หากผู้ใช้อำนาจและคนจำนวนมากตกอยู่ใต้มายาคติ การปฏิรูปที่แท้จริงก็จะเกิดยาก แต่สังคมอาจจะตกหล่มถอยหลังมากกว่าเดิม โดยขาดกลไกตรวจสอบในสิทธิขั้นพื้นฐาน
ส่วนประเด็นเรื่องความล้าหลังของกฎหมาย และความที่กฎหมายไม่ใช่แก้วสารพัดนึกนั้น เกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับมายาคติอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ มายาคติเกี่ยวกับการพัฒนา
โปรดติดตามตอนต่อไป









