วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถึง...วังบางขุนพรหม

เธอจ๋า..นับตั้งแต่ฉันได้เขียนจดหมายหาเธอเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทั้งเศรษฐกิจโลกและไทยก็เปลี่ยนแปลงมากมาย

ทั้งจากตลาดหุ้นจีนและตลาดเงินตลาดทุนโลกเกิดความปั่นป่วนเมื่อต้นปี ส่งผลให้ทางการทั่วโลกต้องผ่อนคลายนโยบายเศรษฐกิจ เช่น ลดดอกเบี้ยจนติดลบ รวมทั้งไม่ยอมขึ้นดอกเบี้ยในกรณีสหรัฐ และทำให้ตลาดเงินตลาดทุนโลกฟูฟ่องขึ้นมาอีกครั้ง

แต่นั่นก็นำมาซึ่งความปั่นป่วนในอีกด้าน นั่นคือ ทำให้เกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่รวมถึงไทยอย่างมหาศาล ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางเศรษฐกิจที่ซึมเซา จนทำให้เธอเผชิญแรงกดดันรอบด้านให้ลดดอกเบี้ย

แต่เธอก็ยืนกรานไม่ลด พร้อมทั้งเปิดบ้านแถลงให้สาธารณชนได้เข้าใจถึงจุดยืนของเธอ ซึ่งตัวฉันเองก็ได้รับเกียรติเข้าไปรับฟังมุมมองที่นายใหม่ของเธอเปิดใจให้กับ “นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่” โดยฉันขอสรุปสิ่งที่นายของเธอได้กล่าวไว้และฉันเห็นว่าสำคัญ 3 ประการ

ประการที่หนึ่ง ที่ผ่านมาเธอได้ดูแลเสถียรภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ดีอยู่แล้วโดยเฉพาะด้านต่างประเทศ ไม่ว่าจะวัดจากทุนสำรองที่มหาศาลและมากกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นเกิน 3 เท่า หรือแม้แต่บัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลถึงกว่า 9% ของ GDP

เสถียรภาพที่ดีทำให้เศรษฐกิจไทยไม่มีจุดเปราะบาง แต่อาจมีฟองสบู่ลูกเล็กๆ ที่เกิดจากพฤติกรรม “Search for yield” หรือการหาช่องทางลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูง อันเนื่องมาจากที่ธนาคารกลางอื่นๆ ทั่วโลก (ที่ไม่ใช่ไทย) อัดฉีดสภาพคล่องจนทำให้กระแสเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไร ไม่ว่าจะเป็นในตลาดหุ้น สหกรณ์ออมทรัพย์ ภาคอสังหารัมทรัพย์ (โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม)

พฤติกรรมที่นำมาซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้ เป็นสิ่งที่นายของเธอกังวล และสั่งให้เธอจับตาอย่างใกล้ชิด และยิ่งเมื่อธนาคารกลางขนาดใหญ่ เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น ยังพร้อมอัดฉีดต่อเนื่อง เธอก็พร้อมจะจับตาสิ่งเหล่านี้มากขึ้น

ประการที่สอง ประเด็นสำคัญที่ทำให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของไทยไม่ราบรื่นคือการขาดความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน (Coordination Failure) เนื่องจากปัญหาหนึ่ง ๆ ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหน่วยงานเดียว ดังนั้น ทางแก้คือต้องประสานประโยชน์ของทุก ๆ หน่วยงาน (Incentive Alignment) เพื่อให้เกิดสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ (Win-Win)

ยกตัวอย่างเช่น โครงการของกระทรวงการคลังที่จะจัดทำระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment system) ที่สามารถจ่ายเงินได้ผ่านบัตรประชาชนหรือโทรศัพท์มือถือ โดยโครงการนี้เมื่อจัดตั้งแล้วทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากรที่จะได้ข้อมูลภาษี ภาคธุรกิจที่ต้นทุนถูกลง หรือจะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีต้นทุนในการบริหารเงินสดลดลง

ประการที่สาม ได้แก่มุมมองของเศรษฐกิจและการเงินโลกที่จะผันผวนในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่ธนาคารกลางต่างๆ ยังคงอัดฉีดสภาพคล่องผ่านมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) และการลดดอกเบี้ยจนติดลบ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วเมื่อเศรษฐกิจฟื้นขึ้น การขึ้นดอกเบี้ย (หรือที่เรียกว่า Nomalization) ก็คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเมื่อนั่นความผันผวนจะมากขึ้นและ/หรือแนวโน้มที่ฟองสบู่ (จากพฤติกรรม Search for yield) จะแตกก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ดังนั้น เธอจึงต้อง (1) พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว (2) เข้าใจความสัมพันธ์ของโลกรวมถึง “ติดดิน” มากขึ้น (3) ให้ความสำคัญกับโลกดิจิตอลที่มีข้อมูลมหาศาลแบบ “Big Data” ที่สามารถใช้จับชีพจรเศรษฐกิจไทย รวมถึง (4) ต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในแนวนโยบายของเธอให้มากขึ้น

แม้ฉันจะเข้าใจในมุมมองของเธอ รวมถึงแนวนโยบายที่เธอทำมากขึ้น แต่ฉันก็มีประเด็นที่เห็นต่าง ดังนี้

ฉันเห็นว่าที่ผ่านมาเธอดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยได้ดี แต่ปัญหาสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมิใช่เสถียรภาพ หากแต่เป็นศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำลงเป็นลำดับ ไม่ว่าจะวัดจากบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากจะบ่งชี้ถึงการบริโภคในประเทศรวมถึงภาคการผลิตที่ตกต่ำลง จนทำให้การนำเข้าน้อยกว่าการส่งออกมาก ยังบ่งชี้ว่าประเทศไทยมีเงินออมมากกว่าเงินลงทุนมาก (โดยเฉพาะการลงทุนที่ต้องนำเข้าเครื่องมือเครื่องจักร) ซึ่งสถานการณ์ที่เงินออมมากกว่าเงินลงทุนสะท้อนจากการที่ผลตอบแทนพันธบัตร (โดยเฉพาะอายุไถ่ถอนยาว) ตกต่ำต่อเนื่อง บ่งชี้ว่าเอกชนและครัวเรือนไทยมีเงินออม แต่ไม่มีช่องทางลงทุนจึงหันเข้าซื้อพันธบัตร

นอกจากนี้ ฉันยังเห็นว่าดอกเบี้ยนโยบายของเธอ ไม่ได้เกื้อหนุนให้เศรษฐกิจขยายตัวเท่าที่ควร เห็นได้จากดอกเบี้ยนโยบายไทย (ที่ 1.5%) ยังอยู่สูงกว่าดอกเบี้ยสหรัฐ (ที่ 0.25-0.5%) มาก แม้เงินเฟ้อไทย (ที่ -0.5%) จะต่ำกว่าสหรัฐ (ที่ 1.0%) บ่งชี้ว่าระดับดอกเบี้ยของไทยอยู่สูงเกินไป และไม่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนเท่าที่ควร

สภาวะดอกเบี้ยที่ไม่สะท้อนเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้ภาคการเงินกดดันให้เธอลดดอกเบี้ย ไม่ว่าจะมองจากผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบาย หรือจะเป็นภาคธนาคารที่ลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทแม้เธอไม่ได้ลดดอกเบี้ยนโยบายก็ตาม

ในประเด็นเรื่องการกำกับดูแลสถาบันการเงินเองนั้น สิ่งที่สะท้อนว่าเธอดูแลเสถียรภาพมากกว่าศักยภาพ คือการที่เธอไม่ยอมเปิดเสรีภาคธนาคาร ไม่มีการออกใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ใหม่ เพราะกลัวว่าการแข่งขันที่สูงขึ้นจะทำให้ธนาคารพาณิชย์เดิมบางแห่งขาดทุน เกิดการแห่ถอนเงิน (Bank Run) และเกิดวิกฤติสถาบันการเงินได้ แต่นโยบายเช่นนี้ก็ทำให้ธนาคารพาณิชย์ที่มีอยู่ในปัจจุบันสามารถหาประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ (หรือ Net Interest Margin) ในระดับสูงได้ ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชนและภาคธุรกิจ ที่ได้รับผลตอบแทนจากเงินฝากที่น้อย และต้องเสียดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น

เหล่านี้เป็นเพียงเบื้องต้นที่บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจไทยอาจมีศักยภาพที่สูงขึ้นกว่าปัจจุบันหากเธอปรับมุมมองใหม่ กล้าที่จะเปิดกว้าง พิจารณาแนวนโยบายใหม่ ๆ เช่น อนุญาตให้มีการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ใหม่ๆ สนับสนุน   Fintech หรือธุรกิจดิจิตอลที่เสนอบริการการเงินโดยเฉพาะในรูปแบบ P2P Lending หรือจะเป็นการปรับเป้าหมายเงินเฟ้อในปัจจุบันเป็น 2 เป้าหมายหลัก (Dual Mandate) คือการทั้งเสถียรภาพและศักยภาพเศรษฐกิจดังเช่นในสหรัฐ หรือจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือหลักในการทำนโยบายการเงินแทนดอกเบี้ยดังเช่นสิงคโปร์ก็ตาม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐกิจที่มีแต่เสถียรภาพแต่ไม่มีศักยภาพ ก็จะถูกคู่แข่งแซงหน้า และจมหายไปในกระแสแห่งโลกาภิวัฒน์ที่เชี่ยวกรากเช่นในปัจจุบัน

ด้วยรัก จากฉันเอง