วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้าวไทยกับรถไฟไทย-จีน : สองเรื่องเดียวกัน?

ถ้าไทยต้องทวงสัญญา ขายข้าวให้จีนแบบ “จีทูจี”

 หนึ่งล้านตันที่เคยตกลงกันก่อนหน้านี้ก็แปลว่าเรื่อง “ข้าวไทย” กับ “รถไฟไทย-จีน” คงกลายเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” แล้ว

รัฐมนตรีคมนาคม อาคม เติมพิทยาไพสิฐ บอกว่ามีการนัดประชุมวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ กับผู้แทนรัฐบาลจีนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่าด้วยแนวทางการพัฒนารถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา หลังจากที่นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้สั่งการให้กระทรวงคมนาคม ปรับรูปแบบความร่วมมือให้เป็นไปตามที่นายกฯไทย และนายกฯจีน หลี่เค่อเฉียง ได้ตกลงกันเอาไว้เมื่อคราวพบกันครั้งล่าสุดที่ไหหลำ

คุณอาคมคาดว่าการคุยกันวันนั้น น่าจะได้ข้อสรุปแนวเส้นทางการพัฒนารถไฟความเร็วสูง เพื่อนำไปสู่การกำหนดวงเงินก่อสร้าง กรอบเวลาการเริ่มก่อสร้าง และปริมาณผู้โดยสาร ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการร่วม เพื่อความร่วมมือด้านรถไฟระหว่างไทยกับจีนครั้งที่ 10

วันเดียวกันก็มีข่าวว่าปลัดกระทรวงพาณิชย์ คุณชุติมา บุณยประภัศร บอกว่าได้ส่งหนังสือไปถึงบริษัทคอฟโก้ ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้นำเข้าข้าวของจีน เพื่อให้เขาให้เข้ามาเจรจาตกลงราคาซื้อข้าว ตามสัญญาที่ผู้แทนไทยและจีนได้ลงสนามซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ 1 ล้านตันเอาไว้ก่อนหน้านี้

คุณชุติมาบอกว่าสัญญาการซื้อขายข้าวนี้ ถือเป็นข้อตกลงที่ผู้นำสองประเทศเห็นชอบร่วมกัน และเป็น “คนละเรื่อง” กับการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง

ปลัดกระทรวงพาณิชย์อธิบายว่าแม้เงื่อนไข การก่อสร้างรถไฟไทย-จีนจะเปลี่ยนไป แต่ไทยก็ยังคงใช้เทคโนโลยีจากจีน เป็นแนวทางที่ไทยต้องการคงความสัมพันธ์ที่ดีของสองประเทศไว้ คาดว่าเมื่อจีนพิจารณาหนังสือนี้แล้วจะเข้ามาเจรจารายละเอียดการซื้อข้าว 1 แสนตันแรกจากทั้งหมด 1 ล้านตันได้ในเร็ว ๆ นี้

ฟังรัฐมนตรีคมนาคมและปลัดพาณิชย์แล้ว ก็น่าจะตีความได้ว่าสองเรื่องนี้แม้โดยทางการแล้วไม่น่าจะเกี่ยวกัน แต่ในทางปฏิบัติก็ดูเหมือนจะมีความพัวพันกันไม่น้อย

เพราะสำหรับประเทศมหาอำนาจแล้ว ไม่มีอะไรที่ไม่เกี่ยวกันโดยเฉพาะหากเกี่ยวกับผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าภาษาการทูตที่ใช้จะเขียนให้ฟังดูดีอย่างไรก็ตาม

การตัดสินใจของนายกฯไทย ที่จะสร้างรถไฟเส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช ด้วยเงินลงทุนของไทย ไม่กู้จีน แต่ยังจะใช้เทคโนโลยีจีนนั้น น่าจะเป็นจุดหักเหที่สำคัญสำหรับการเจรจา โครงการรถไฟไทย-จีน เพราะเท่ากับเป็นการปรับเปลี่ยนสูตรความร่วมมือเรื่องนี้อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง, ไม่ว่าจะอธิบายว่าเป็นความเข้าใจตรงกันระหว่างผู้นำของสองประเทศแล้วก็ตาม

เพราะน้ำเสียงจากสื่อทางการของจีน หลังจากไทยประกาศทิศทางนี้ ก็ออกมาทำนองว่าจีนไม่ได้เอาเปรียบไทย และโครงการนี้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย หวังว่าไทยจะเข้าใจจีน และก็เชื่อว่ารัฐบาลจีนจะพยายามหาทางออกร่วมกันกับไทย เหมือนกับที่จีนทำกับประเทศอื่น ๆ ในย่านนี้ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซียหรือลาวก็ตาม

การที่จีนทำท่า “งอแง” เรื่องซื้อข้าว 1 ล้านตันจากไทย จึงตีความเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากจะเป็นการแสดงท่าทีรีรอ เพื่อเสริมอำนาจการเจรจากับฝ่ายไทยในเรื่องโครงการรถไฟเท่านั้น เพราะการทูตของจีนกับเรื่องการ “ยื่นหมูยื่นแมว” เรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอื่น ๆ นั้นเป็นวิถีปฏิบัติที่ทำมายาวนาน อยู่ที่ว่าจะแสดงให้เห็นประจักษ์ชัดเจนแค่ไหนเท่านั้นเอง

แน่นอนว่าไทยก็ต้องรักษาผลประโยชน์ของเราเองอย่างเต็มที่และต้อง “รู้เขารู้เรา”... รบร้อยครั้งไม่ต้องถึงกับชนะทั้งร้อยครั้ง แต่ต้องหยั่งรู้จิตใจของอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้เท่านั้นเอง