หากให้ยกตัวอย่างธุรกิจที่อยู่ในกระแส Disruptive Technology หรือเทคโนโลยีที่พลิกโฉมการผลิต
การทำธุรกิจ รวมถึงการใช้ชีวิตของผู้คนจากหน้ามือเป็นหลังมือแล้ว สองธุรกิจที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักกันดีคือ Facebook และ Google ที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่ในโลกนี้ใน 2 ทศวรรษก่อน แต่ในปัจจุบันมีลูกค้าเข้าใช้รวมแล้วอย่างน้อย 3,000 ล้านครั้งทั่วโลกต่อวัน และเป็นไปได้ว่าในอีก 2 ทศวรรษข้างหน้า อย่างน้อยหนึ่งในสองธุรกิจนี้น่าจะยังมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ของผู้คนทั่วโลก
ดังที่ทราบกันดี Facebook คือ Social Media หรือสื่อสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ใช้กว่า 1,600 ล้านคนทั่วโลก โดยที่คนกว่า 1,000 ล้านคนเข้าใช้ไม่ต่ำกว่า 20 นาทีต่อวันในปัจจุบัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของเวลาทั้งหมดที่ชาวอเมริกันใช้ในการเข้าอินเทอร์เน็ต ในขณะที่ Google คือเว็ปไซต์เพื่อการค้นหา (Search Engine) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกเช่นกัน (ครองตลาดกว่า 65% ในสหรัฐ) โดยมีผู้เข้าใช้มากกว่า 3,000 ล้านครั้งต่อวัน
กล่าวอย่างง่ายคือ สำหรับคนยุคใหม่ที่เข้าถึงเครื่องมือเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตแล้ว 2 เว็บไซต์นี้จะเป็นเว็บไซต์แรกๆ ที่ทุกคนเข้า โดยจะเข้า Google เมื่อต้องการหาข้อมูลและค้นคว้า ขณะที่จะเข้า Facebook เมื่อต้องการผ่อนคลายและเรียนรู้ความเป็นไปของ “เพื่อน” ในสังคม
อาจกล่าวได้ว่า ธุรกิจทั้งสองเป็นคู่แข่งกันโดยตรง แม้จะมีกลุ่มเป้าหมาย (ในธุรกิจหลัก) คนละกลุ่มก็ตาม แต่ในอีกแง่หนึ่ง ผู้เขียนมองว่า แนวโน้มในอนาคตของธุรกิจทั้งสอง รวมถึงธุรกิจด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น Amazon, Apple และ Microsoft จะมีโอกาสที่เข้ามามีอิทธิพลในชีวิตประจำวันของผู้คนส่วนใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้ใช้ 3 กลยุทธ์ใหญ่ในการเติบโตในอนาคต
กลยุทธ์แรก คือ การแผ่อิทธิพลผ่านการครอบครองข้อมูล โดยอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองเว็บไซต์เป็นจ้าวแห่ง Big Data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาล โดยในกรณี Facebook จะทราบถึงข้อมูลส่วนตัว ความชอบ (และไม่ชอบ) สถานที่เกิด ทำงาน ที่เที่ยว และอื่นๆ ตามแต่ที่สมาชิกจะกรอก ขณะที่ Google จะมีข้อมูลของเว็บไซต์ทั่วโลก ตามแต่ที่ระบบของ Google จะเก็บได้ และเมื่อเก็บข้อมูลมากขึ้น เว็บไซต์ทั้งสองก็จะสามารถคำนวณได้ว่าจะนำเสนอข้อมูลให้กับสมาชิกหรือผู้ใช้อย่างไร เช่น เลือกที่จะแทรกโฆษณาที่ผู้ใช้หรือสมาชิก (น่าจะ) สนใจ ผ่านรูปแบบ (History) ที่สมาชิกหรือผู้ใช้งานเคยให้ความสนใจในอดีต
กลยุทธ์นี้จะอยู่ได้ เมื่อมีสมาชิกมากขึ้น นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ทั้งคู่พยายามเสนอตัวที่จะเป็นผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตโดยเป็นการให้เปล่าในประเทศกำลังพัฒนาที่ระบบอินเทอร์เน็ตยังไม่ทั่วถึง โดยในกรณีของ Facebook มีโครงการที่จะสนับสนุนเครื่องบินที่ไร้นักบิน (Drone) ที่ใช้แสงอาทิตย์เป็นพลังงาน บินเหนือน่านฟ้าของประเทศเหล่านี้ และส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตลงสู่เบื้องล่าง ขณะที่ Google มีแนวคิดที่จะใช้บอลลูนทำหน้าที่ดังกล่าว
กลยุทธ์ที่สอง ได้แก่ การขยายกิจการเข้าสู่นวัตกรรมด้านอื่นๆ ของรูปแบบเทคโนโลยีดิจิตอล (Digitalization) โดยในกรณีของ Facebook ได้ขยายกิจการเข้าสู่ 2 นวัตกรรมหลัก อันได้แก่ Artificial Intelligence (AI) หรือการทำให้คอมพิวเตอร์คิดเอง โต้ตอบกับมนุษย์ได้ และ Virtual Reality (VR) หรือความเป็นจริงเสมือน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเชิงโต้ตอบที่จะทำให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกของการเข้าร่วมอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์
ในกรณีของ AI นั้น Facebook ได้ใช้เทคโนโลยีนี้มานานระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้โปรแกรมในการจำแนกหน้าของผู้คนที่อยู่ในรูปภาพ โดยใช้หลักความคล้ายคลึงและลองผิดลองถูก นอกจากนั้นยังมีแนวคิดที่จะพัฒนา Chatbot ที่ชื่อ “M” โดยจะเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์อัตโนมัติที่เป็นดั่งเลขานุการส่วนตัว (Personal Assistant) ที่จะช่วยบริหารจัดการชีวิตประจำวันได้
ในส่วน VR นั้น มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้ง Facebook นั้นพูดชัดเจนว่าจะเป็นอนาคตต่อไป โดยได้เข้าซื้อบริษัท Oculus VR ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ Oculus Rift อันเป็นอุปกรณ์สวมหัวเพื่อใช้ในกิจกรรม VR ที่มาแรงอุปกรณ์หนึ่ง นอกจากนั้น ซัคเคอร์เบิร์กยังมีแนวคิดที่จะต่อยอด VR โดยปกติไปสู่ AR หรือ Augmented Reality อันได้แก่การผสานโลกความเป็นจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกัน เช่น แว่นตาที่ผู้สวมใส่สามารถมองเห็นข้อมูลในรูปแบบดิจิตอล เพิ่มเติมจากภาพที่มีอยู่จริง
ขณะที่คู่แข่งอย่าง Google นั้น เป็นผู้นำในเรื่องนวัตกรรมต่อยอดจากธุรกิจเดิมที่เป็นเว็บไซต์เพื่อการค้นหา (Search Engine) ไม่ว่าจะเป็น Google Map, Google Earth ที่พัฒนาแผนที่ Google Drive ที่อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถจัดเก็บและแบ่งปันข้อมูลผ่านระบบ Cloud ได้ หรือจะเป็นโครงการทดลอง Google Glass ที่เป็นแว่นตา AR ที่ล้มเลิกไปก็ตาม
แต่ในอนาคต โครงการที่ Google ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ AI และ Internet of Things หรือเครือข่ายที่อนุญาตให้สิ่งของต่างๆ เชื่อมต่อข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตได้ โดยตัวอย่างของโครงการทั้งคู่ได้แก่เทคโนโลยีขับขี่แบบไร้คนขับ รวมถึงบ้านอัจฉริยะที่สามารถส่งผ่านข้อมูลของคนในบ้านเพื่อทำการเปิดปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเองได้ ผ่านการติดตั้งปรอทวัดอุณหภูมิอัจฉริยะ
กลยุทธ์สุดท้าย ได้แก่การเติบโตทางธุรกิจโดยการควบรวม (Inorganic Growth) เพื่อดึงบุคลากรรวมถึงเทคโนโลยีที่สำคัญ นอกจากนั้นยังเป็นการกำจัดธุรกิจคู่แข่งที่อาจเป็นความเสี่ยงต่อธุรกิจเดิม โดย Facebook ใช้กลยุทธ์นี้อย่างต่อเนื่อง เช่น เข้าซื้อ Instagram Whatsapp และ Oculus ทำให้ Facebook เป็นจ้าวตลาดด้านการโพสต์รูปภาพและโปรแกรมพูดคุย รวมถึงสร้างศักยภาพในการเป็นจ้าวตลาด VR ผ่านการทำความร่วมมือกับซัมซุงอีกด้วย
ในขณะที่ Google มีเทคนิคที่แยบยล ด้วยการสร้างบริษัท Holding Company ชื่อ Alphabet เพื่อเข้าถือธุรกิจเดิมของตน เช่น Google Youtube รวมถึงเข้าซื้อธุรกิจดิจิตอลที่เป็นดาวรุ่ง เช่น Nest ที่เป็นผู้ผลิตปรอทวัดอุณหภูมิอัจฉริยะ Deepmind ซึ่งทำกิจการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบ Big Data และ Boston Dynamic ซึ่งเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์อัจฉริยะ
กล่าวโดยสรุป กลยุทธ์ที่ธุรกิจดิจิตอลยักษ์ใหญ่ทั้งสองใช้ในการทำธุรกิจในอนาคต คือ โตแล้วเขมือบ เขมือบแล้วโต เพื่อที่จะสนองความกระหายในข้อมูล ซึ่งแม้จะนำมาซึ่งโอกาสในธุรกิจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในอนาคต แต่ก็มีความเสี่ยงในเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) และข้อมูลของผู้ใช้เช่นกัน
ประชาชน นักธุรกิจ รวมถึงผู้กำหนดนโยบาย เตรียมพร้อมแล้วหรือยัง









