วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ใช้ประโยชน์เทคโนฯ ช่วยประหยัดงบรัฐ

ปัญหาการจัดการเหรียญกษาปณ์ ในประเทศไทย

ปรากฏมานาน โดยเฉพาะช่วงที่ขาดแคลนเหรียญ 25 สตางค์ และ 50 สตางค์ ที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่จะไม่นำเหรียญสองชนิดนี้ออกมาใช้หมุนเวียน แม้ตามกฎหมายจะกำหนดให้รับเหรียญ เพื่อชำระสินค้าได้ แต่พ่อค้าแม่ค้า หรือผู้ให้บริการมักปฏิเสธการรับเหรียญสองชนิดนี้ จะด้วยเหตุผลใดๆ ก็แล้วแต่ หลายๆ ครั้งผู้บริโภคจำต้องจ่ายมากขึ้นจากการที่ผู้ขายคิดราคาปัดเศษ เช่น ราคาสินค้าคิดแล้วมีเศษ 25 สตางค์ 50 สตางค์ หรือ 75 สตางค์ ก็จะปัดให้ครบ 1 บาท ยกเว้นร้านสะดวกซื้อ หรือห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่แสดงความเต็มใจรับเหรียญประเภทนี้ ขณะเดียวกัน การพกเหรียญประเภทต่างๆ ก็ค่อนข้างมีน้ำหนัก ประชาชนส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะเก็บเหรียญไว้ที่บ้าน หรือนำไปหยอดกล่องทำบุญตามวัด กล่องรับบริจาคเพื่อการกุศล

ด้านกรมธนารักษ์ ผู้รับผิดชอบการผลิตเหรียญกษาปณ์ ได้กล่าวถึงปัญหาการจัดการเหรียญอยู่เป็นระยะๆ เนื่องจากเหรียญกษาปณ์ในระบบมีอยู่ประมาณ 25,000 ล้านเหรียญ มูลค่าประมาณ 54,000 ล้านบาท คิดเป็น 5% ของปริมาณเงินในระบบ โดยปัจจุบันเหรียญที่มูลค่าต่ำ ต้นทุนสูงกว่ามูลค่าหน้าเหรียญ ซึ่งการผลิตเหรียญดังกล่าวทางกรมขาดทุน ยกเว้นเหรียญที่มีมูลค่าสูงเท่านั้นที่จะมีต้นทุนต่ำกว่าราคาหน้าเหรียญ

ทั้งนี้ กรมธนารักษ์ พบว่า เหรียญกษาปณ์กว่า 10% ที่ผลิตออกมา ถูกเก็บไว้ตามบ้าน ทำให้กรมต้องผลิตเหรียญเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่วนบริหารเงินตราของกรมจึงศึกษา การบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์สมัยใหม่ที่ต่างประเทศดำเนินการ โดยเปิดโอกาสให้เอกชนที่เชี่ยวชาญเข้ามาบริหารจัดการเหรียญกษาปณ์ทั่วประเทศ ซึ่งเอกชนได้ติดตั้งเครื่องนับและรับแลกเหรียญตามห้างสรรพสินค้า และสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ จากนั้นจะออกสลิปให้ผู้แลกนำไปขึ้นเงิน สำหรับเหรียญที่รับแลกแล้ว จะเข้าสู่กระบวนการคัดแยกเหรียญชำรุดออก และทำความสะอาดเหรียญที่ยังสมบูรณ์เพื่อบรรจุถุง และนำกลับไปใช้ในระบบเศรษฐกิจประเทศต่อไป ซึ่งการให้เอกชนมาจัดการรับแลกเหรียญ เพื่อเปลี่ยนเป็นธนบัตร นับเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการ เพราะจะช่วยแก้ปัญหาทั้งแก่กรมจะได้ไม่ต้องใช้ต้นทุนผลิตเหรียญมากเกินไป ประชาชนผู้มีเหรียญในครอบครองก็ไม่ต้องไปหาที่แลก หรือไม่ต้องเก็บเงินเหรียญไว้ในบ้านโดยไม่ค่อยได้นำ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ การที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ตามที่กระทรวงการคลังเสนอเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ดูจะเป็นความหวังของประชาชนทั้งฝั่งของผู้ซื้อและผู้ขาย ให้เกิดความคล่องตัวในการรับ-จ่ายเงิน ไม่ต้องพกเงินสดทั้งธนบัตร และเหรียญให้ยุ่งยาก ลดงบประมาณของรัฐที่จะต้องนำมาใช้เพื่อการผลิตเหรียญและธนบัตร ซึ่งอนาคตก็เป็นไปได้ที่จะไม่ต้องว่าจ้างใคร มาจัดทำระบบจัดการเหรียญให้สิ้นเปลืองงบประมาณอีกด้วย ซึ่งโลกที่เทคโนโลยีก้าวไปข้างหน้า การบริหารจัดการของรัฐ ก็ต้องก้าวไปเพื่อยังประโยชน์ให้เกิดแก่ประชาชนโดยรวม และต้องไม่ลืมระบบความปลอดภัย รวมทั้งให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานอย่างเหมาะสม