วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

SMEs จะเริ่มต้นทำ E-Commerce ได้อย่างไร

หลายท่านได้สอบถามผมว่าจะเริ่มทำ E-Commerce ได้อย่างไร ผมขอเสนอการเริ่มต้นแบบง่ายๆ ครับ

จากการสำรวจ มูลค่า E-Commerce ในประเทศไทย ปี 2558 โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์(องค์การมหาชน) หรือ ETDA Thailand ที่ได้รับพันธกิจต่อยอดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ประเทศไทยมีมูลค่าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ประมาณ 2.1 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 1.69 ของมูลค่าขายสินค้าและบริการทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก ปี 2557 ร้อยละ 3.65 โดยส่วนใหญ่ เป็นมูลค่า E-Commerce แบบ B2B ประมาณ 1.23 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 58.37) แบบ B2C ประมาณ 4.7 แสนล้านบาท (ร้อยละ 22.52) แบบ B2G ประมาณ 4 แสนล้านบาท (ร้อยละ 19.11)

โดยเฉพาะการค้าขายแบบ B2C ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการค้าขายในกลุ่มผู้ประกอบการ SME มีมูลค่าเติบโตสูงถึงร้อยละ 15.29 สูงเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียน ในส่วนของมูลค่า E-Commerce ไม่รวม E-Action ปี 2558 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท อุตสาหกรรมที่มีมูลค่า E-commerce มากที่สุดคืออุตสาหกรรมให้บริการที่พัก มีมูลค่า ประมาณ 6.5 แสนล้านบาท (ร้อยละ 38.43) รองลงมาคืออุตสาหกรรมการผลิต มีมูลค่าประมาณ 3.5 แสนล้านบาท (ร้อยละ 20.43) อุตสาหกรรมค้าปลีกและค้าส่ง มีมูลค่าประมาณ 3.2 แสนล้านบาท (ร้อยละ 18.96) อุตสาหกรรมข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร มีมูลค่า ประมาณ 3 แสนล้านบาท (ร้อยละ17.68) อุตสาหกรรมการขนส่ง มีมูลค่าประมาณ 5.9 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 3.47) อุตสาหกรรมศิลปะความบันเทิงและนันทนาการ มีมูลค่าประมาณ1.1 หมื่นล้านบาท (ร้อยละ 0.68) อุตสาหกรรมการบริการด้านอื่น ๆ มีมูลค่าประมาณ 4.3 พันล้านบาท (ร้อยละ 0.25) อุตสาหกรรมการประกันภัย มีมูลค่าประมาณ 1.7 พันล้านบาท (ร้อยละ 0.10) ตามลำดับ

การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านออนไลน์ มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้บริโภคในยุค Digital Economy มี Life style ที่ต้องการความสะดวกสบาย สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลา โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ การมาถึงของระบบ 4G การเข้าถึง Hi Speed Internet ได้สะดวกขึ้น ระบบมือถือ Smart Phone ที่มีราคาถูกลง

ผู้ประกอบการ SME จึงควรให้ความสนใจการค้าขายผ่าน E-Commerce เพื่อใช้เป็นช่องทางสำคัญในการเพิ่มรายได้ เนื่องจากการเริ่มต้นธุรกิจ E-Commerce มีต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการทำธุรกิจแบบหน้าร้านดั่งเดิม เหมาะสำหรับผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและผู้ประกอบการที่เริ่มต้นทำธุรกิจ

จากสัมมนาพิเศษ E-Commerce เพื่อผู้ประกอบการ โดยธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) ร่วมกับ The Biz เมื่อไม่นานมานี้ อาจารย์วรเศรษฐ์ เมธาอัครพัฒน์ แห่งบริษัท เอทีวี แพนเตอร์ จำกัด แนะนำว่า สำหรับผู้เริ่มต้นใหม่ อย่างแรก คือ ต้องรู้เป้าหมายว่าจะขายสินค้าประเภทไหน ผู้ประกอบการต้องมีสินค้าที่ต้องการขาย  ซึ่งสามารถหาได้จากช่องทางหลายอย่าง อาทิ Taobao.com,Gmarket.co.kr,Rakuten.co.jp,  Amazon.com เมื่อได้สินค้าจากเว็บไซต์ หรืออาจเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นเอง ก็ใช้เฟซบุ๊ก ทำการตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย ค่าโฆษณาในเฟซบุ๊ก วันละ 100 บาท โดยในเฟซบุ๊กจะมีการโปรโมทโพสต์ เพื่อกระจายสินค้าให้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยในปี 2559 ทางเฟซบุ๊กได้ออกแบบระบบการโฆษณารูปแบบใหม่ เพิ่มการรับชมวิดีโอมากขึ้น ทำให้เจาะกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่ารูปแบบตัวอักษร เพราะผู้บริโภคจะนิยมดูวิดีโอมากกว่าดูอักษร ทำให้สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองหาสินค้าใหม่อยู่เสมอ และต้องใช้เว็บไซต์เข้ามาช่วยทำ Online Marketing และการโฆษณาผ่าน Adword ใน Google เพื่อช่วยดึงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดให้เข้าเว็บไซต์มากขึ้น

ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้จับมือ E-Commerce ยักษ์ใหญ่ "Alibaba" เพื่อผลักดันกระตุ้นการใช้ E-Commerce ในกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจ SME และสินค้าชุมชน (OTOP) และได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผู้บริหารร้านเว็บไซต์thaitrade.com สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดอบรมให้ความรู้ ด้าน E-Commerce โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมขายสินค้าบนเว็บไซต์ของAlibaba อีกด้วย ท่านผู้ประกอบการ SMEs สามารถติดตามข่าวสารได้ที่www.dbd.go.thหรือ  www.trustmarkthai.com

ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจของประเทศ ยังมีปัจจัยลบที่ทำให้การค้าขายมีแนวโน้มไม่แจ่มใสท่านผู้ประกอบการจึงควรปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

E-Commerce เป็นช่องทางการค้าขายที่ควรสนใจเป็นพิเศษครับ