กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐสั่งห้าม แจกขันน้ำพลาสติกสีแดง
ซึ่งมีข้อความอวยพรเนื่องในสงกรานต์ของอดีตนายกรัฐมนตรี โดยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายทางการเมือง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป็นกิจกรรมทางการเมืองประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณะการเคลื่อนไหวต่อต้าน การทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แม้ว่าบางคนอาจมองว่าเป็นความหวาดระแวงของคสช. เกรงว่าจะมีการเคลื่อนไหวจนสถานการณ์บานปลาย แต่หากมองอีกด้านอาจทำให้เข้าใจท่าทีของคสช. ต่อสถานการณ์การเมืองของประเทศมากขึ้น
มุมมองของคสช.ในการห้ามการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้นเป็นมาตั้งแต่เริ่มแรก โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะเร่งปฏิรูปประเทศที่มีปัญหาหลายด้าน และจะส่งมอบต่อให้กับรัฐบาล ที่มาจากการเลือกตั้งหรือที่เรียกว่าโรดแมพ ซึ่งได้มีการย้ำถึงการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นอย่างแน่นอนในปี 2560 โดยขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียกร้อยแล้วตามกรอบเวลา และขั้นตอนต่อไปจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการประชามติประชาชนทั่วไปประเทศ ดังนั้นจะเห็นได้ว่ากรอบการทำงานที่ถือว่าอยู่ในระยะเปลี่ยนนั้น คสช.ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาระหว่างทาง
แต่การทำงานของคสช. หรือกลไกต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมานั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายเรื่อง และในช่วงหลังดูเหมือนประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์มีมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับนักการเมือง และกลไกการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง เนื่องจากในร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีหลายประเด็นที่มุ่งไปที่การจำกัดอำนาจของนักการเมืองค่อนข้างมากพอสมควร อีกทั้งหากมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญหากผ่านประชามติ นักการเมืองก็ยิ่งถูกควบคุมมากขึ้นจากกฏกติกาใหม่ แต่คสช.เห็นว่ามีความจำเป็นหากเราต้องการปฏิรูปการเมือง
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง ที่มักจะไปขัดแย้งกับแนวนโยบายของคสช.ในเรื่องการเมือง สะท้อนให้เห็นว่าความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองมีความแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างนักการเมืองกับคสช. ซึ่งส่วนมากมาจากทหารที่มีมิติทางการเมืองและความมั่นคงแตกต่างกัน โดยคสช.ต้องการให้ทุกอย่างต้องมีกฏระเบียบ และเมื่อขอร้องให้ยุติการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นการชั่วคราว ก็ต้องไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆเกิดขึ้น หาไม่แล้วก็จะถูกเชิญตัวให้ไปปรับทัศนคติกันใหม่เป็นครั้งคราว
ดังนั้นกรณีของขันแดงเป็นการมองที่ต่างกัน ระหว่างฝ่ายการเมืองกับคสช.โดยสิ้นเชิง ซึ่งนักการเมืองอาจเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นปกติอยู่แล้ว และโดยทั่วไปของการเมืองแบบไทยแล้ว นักการเมืองไม่อาจอยู่นิ่งเฉยโดยไม่มีกิจกรรมเกิดขึ้น หาไม่แล้วคะแนนนิยมจะมีปัญหาหากมีการเลือกตั้งใหม่เกิดขึ้น แต่คสช.มองในเรื่องของการอยู่ในกฏระเบียบแบบฝ่ายความมั่นคง และสิ่งที่สะท้อนมุมมองของคสช. ต่อการเมืองได้ดีอีกกรณีคือการจัดหลักสูตรอบรมนักการเมือง โดยเฉพาะการเข้าไปดูงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมือง และมาตรการคุมเข้มของคสช.ก็ยังเป็นสิ่งคู่ขนานและจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เนื่องจากความคิดทางการเมืองมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ประเด็นที่น่าติดตามคือฝ่ายใดจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากกว่ากัน ซึ่งหากเราเชื่อในแนวคิดที่ว่ารัฐบาลใดก็ตามไม่สามารถดำรงอยู่ได้ หากประชาชนไม่ให้การสนับสนุน และเราเชื่อว่าทั้งนักการเมืองและคสช.เองก็ตระหนักถึงสิ่งนี้ดีอยู่แล้ว และทุกฝ่ายก็ได้รับบทเรียนจากความไม่ไว้วางใจของประชาชนมาแล้ว
เราเห็นว่าการปิดกั้นการเคลื่อนไหว หรือแสดงความเห็นทางการเมืองเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในยุคปัจจุบัน เพราะมีช่องทางมากมายในการสื่อสารระหว่างกัน และในสังคมเปิดอย่างปัจจุบัน จึงเป็นไปได้ยากมากจะดูแลให้ทุกคนอยู่ในระเบียบวินัย ดังนั้น ทางออกขณะนี้ เราเห็นว่าเกิดจากต่างคนต่างพูด ต่างคนต่างเคลื่อนไหว ซึ่งการกระทำในลักษณะนี้มีแต่จะเกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น เราเห็นว่าควรมีเวทีการพูดคุยเกิดขึ้น หาไม่แล้วก็จะตัวบ่มเพาะความขัดแย้งมากยิ่งขึ้นในอนาคต








