หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจ 2 เดือนแรกปีนี้
ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยเดือนก.พ.ยังทรงตัวจากช่วงก่อนหน้า โดยตัวที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจหลักๆ มาจากภาคการท่องเที่ยวพบว่ามีจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 16% และการใช้จ่ายของภาครัฐแม้ว่ารายจ่ายลงทุนจะแผ่วลงบ้าง หลังเร่งเบิกจ่ายไปมากในช่วงก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกนั้น ในเดือนก.พ.แม้พลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 14 เดือนขยายตัวเพิ่มขึ้น 6.2% จากระยะเดียวกันปีก่อน แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการส่งออกทองคำ ซึ่งถ้าหักออกแล้วการส่งออกสินค้าหลักๆ ยังคงติดลบ 4% และเป็นการหดตัวในเกือบทุกหมวดสินค้า โดยทั้งปียังคงคาดการณ์ว่าการส่งออกไทยจะลดลง 2% จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะทรงตัวไม่เพิ่มขึ้น ส่วนการนำเข้าก็หดตัวลง 16.3% เป็นการหดตัวในเกือบทุกหมวดสินค้าเช่นเดียวกัน ซึ่งการส่งออกทองคำที่เพิ่มขึ้นมากในเดือนก.พ.สวนทางกับการนำเข้าที่หดตัว ทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลกว่า 7.4 พันล้านดอลลาร์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม ได้มีการปรับลดจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ปี 2016 เหลือ 3.1% จากที่คาดไว้ 3.5% ในเดือนธ.ค.ปีก่อน เป็นผลจากเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวได้ช้า
แต่เมื่อดูถึงการบริโภคภาคเอกชน ยังคงค่อนข้างทรงตัวในภาพรวม การผลิตภาคอุตสาหกรรมก็อยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ตามอุปสงค์ที่ฟื้นตัวช้าโดยเฉพาะอุปสงค์ต่างประเทศ นอกจากนี้เครื่องชี้การลงทุนเดือน ก.พ.ของภาคเอกชนโดยรวมยังทรงตัวในระดับต่ำ สอดคล้องกับการระดมทุนของธุรกิจที่อ่อนตัวลง สวนทางดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงเนื่องจากการนำเข้าที่มีระดับต่ำ ส่งผลต่อเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ซึ่งดัชนีค่าเงินบาทที่เป็น NEER ทรงตัวแข็งค่าที่ระดับ 100 โดยที่เสถียรภาพด้านต่างประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ดีแม้จะมีความปั่นป่วนอยู่บ้าง โดยมีการคืนเงินกู้ออกไปทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายคิดลบ 427 ล้านดอลลาร์ แต่เม็ดเงินลงทุนโดยตรงยังไหลเข้า 1.053 พันล้านดอลลาร์ มีเงินลงทุนในหุ้นเริ่มเป็นบวกแม้มีเพียงเล็กน้อยแค่ 6 ล้านดอลลาร์ในเดือนก.พ. หลังจากในช่วง 2 ปีก่อนมีแต่ไหลออก 8.76 พันล้านดอลลาร์ในปี 2015 และไหลออก 5.81 พันล้านดอลลาร์ในปี 2014 ส่วนเงินลงทุนในพันธบัตรยังคงผันผวนเป็นเงินไหลออก 48 ล้านดอลลาร์ เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ไหลเข้ามาถึง 878 ล้านดอลลาร์
ที่ผ่านมา การลงทุนภาครัฐอาจมีบทบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจ ผ่านการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังไม่เป็นนัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่มั่นคง เหตุจากการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มที่จะชะลอลงกว่าที่คาดไว้ เพราะกลุ่มคนที่เป็นกำลังซื้อพื้นฐานส่วนใหญ่ที่ต้องพึ่งพารายได้จากภาคการเกษตรหดตัวลงเนื่องจากราคาสินค้าภาคเกษตรที่ตกต่ำมาเป็นเวลาหลายปี ทำให้ภาคครัวเรือนกังวลต่อรายได้ในอนาคต และเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย ขณะเดียวกันหนี้ครัวเรือนก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นสัดส่วน 81.5% ของจีดีพี ณ สิ้นไตรมาสสี่ปีก่อน และมีแนวโน้มไต่สูงขึ้นที่ 83-84% ของจีดีพีในปีนี้ ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอ่อนแรงลงหลังมาตรการกระตุ้นระยะสั้นรอบ 2 หมดลงไป และมาตรการกระตุ้นรอบ 3 เกี่ยวกับกิน-เที่ยวไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนกำลังจะเริ่มขึ้นในช่วงวันที่ 9-17 เม.ย.นี้ ควบคู่กับโครงการบ้านประชารัฐที่ยังมีผลต่อเนื่องอยู่โดยมีผู้ขอกู้ใช้วงเงินกว่า 2.6 หมื่นล้านบาทจากวงเงินที่ตั้งเป้าไว้ 3 หมื่นล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ไทยอาจจะไม่ใช่ประเทศที่มีเศรษฐกิจย่ำแย่ที่สุด โดยเมื่อเทียบกับเกาหลีใต้ที่มีการพัฒนาในอีกระดับหนึ่ง ก็ตกอยู่ในภาวะที่มีภาวะตกต่ำลงจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น โดยในเดือนมี.ค.ล่าสุดาการลงออกของเกาหลีใต้ลดลงถึง 8.2% และมีการนำเข้าที่ดิ่งฮวบถึง 13.8% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันในปีก่อน เพราะกำลังซื้อของคนเกาหลีที่ทรุดต่ำลง แม้แต่ญี่ปุ่นเองโดยรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นได้ถึงกับออกปากว่า ถึงแม้แบงก์ญี่ปุ่นจะมีเงินแต่กลับไม่มีใครกล้าให้กู้ยืมเนื่องจากภาระหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น โดยรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นยอมรับว่าการผ่อนคลายนโยบายการคลัง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลังได้มีข้อจำกัดมากขึ้นแล้ว แต่ดูเหมือนว่าประธานธนาคารกลางญี่ปุ่นจะพยายามกัดฟันพูดโดยยืนยันว่าอย่าได้คิดว่าการอัดฉีดเงินของญี่ปุ่นจะพบกับอุปสรรคที่เป็นข้อจำกัดแล้ว นั่นหมายถึงว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจจะยังคงเดินหน้า อัดฉีดเม็ดเงินคิวอีอย่างไม่อั้นต่อไป รวมทั้งกดดอกเบี้ยให้ติดลบมากขึ้นเพื่อช่วยเศรษฐกิจฟื้นกลับมา
ทำให้แรงกดดันที่จะให้ ธปท.ต้องผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไปกลับมาอยู่ในการเรียกร้องอีกครั้ง โดยดูเหมือน กนง.เองก็ประเมิน 2 ปัจจัยเสี่ยง ทั้งเศรษฐกิจจีนและประเทศในเอเชียขยายตัวชะลอลง และปัญหาเชิงโครงสร้างในภาคการส่งออกสินค้ารุนแรงมากกว่าที่คาดไว้









