วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บทเรียนจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการหดตัวของภาคส่งออกไทยโดยรวม ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่ง

เป็นเพราะเรายังก้าวไม่พ้นปัญหาเรื่องกับดักของประเทศที่มีรายได้ปานกลางที่กลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวของเราเอง แต่สาเหตุสำคัญอีกส่วนหนึ่งนั้น ก็มาจากปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่เกิดจากความผันผวนท่ามกลางภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลก

ภาวะซบเซาของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ เกิดจากปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจยุโรป ญี่ปุ่น และจีน เป็นสำคัญ แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีสัญญาณการฟื้นตัวบ้างแล้วก็ตาม แต่ธนาคารกลางสหรัฐก็ตัดสินใจไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือ Fed Funds Rateในการประชุมเมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมาเพราะห่วงว่าจะเพิ่มความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลกที่มีความเปราะบางสูงในขณะนี้ ในขณะที่ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน ธนาคารกลางยุโรปก็ได้ประกาศแผนการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมที่เกินความคาดหมายของตลาดมาแล้ว ซึ่งก็กำลังเป็นที่จับตากันว่า จะได้ผลมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มาหรือไม่อย่างไร

ตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อการพลิกฟื้นหรือฉุดกระชากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ก็คือเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัวและอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญ นั่นก็คือการแก้ไขปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินในสาขาการผลิตที่บริหารงานโดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่ขาดประสิทธิภาพ ซึ่งก็ได้ส่งผลกระทบทางลบอย่างน้อยสองประการ คือ

ประการแรก ได้แก่ผลกระทบต่อแรงงาน เนื่องจากต้องมีการยกเลิกหรือต้องลดขนาดการผลิตเดิมในบางภาคส่วนให้เล็กลง ทำให้ต้องมีการปลดและถ่ายเทแรงงานจำนวนไม่น้อยไปสู่สาขาการผลิตอื่นที่ยังขยายตัวได้อีก ซึ่งแม้จะสอดคล้องตามยุทธศาสตร์หลักของประเทศจีนที่พยายามจะลดการพึ่งพาสาขาการผลิตเพื่อการส่งออกและหันมาพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนก็ตาม แต่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้คงจะต้องกินเวลาไม่น้อย และอาจก่อปัญหาผลกระทบทางสังคมที่รุนแรงตามมา แม้ว่ารัฐบาลกลางจะได้จัดสรรงบประมาณเพื่ออุดหนุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบบางส่วนแล้วก็ตาม

ประการที่สอง คือหนี้สินจำนวนมากของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ขาดประสิทธิภาพที่กู้มาจากธนาคารของรัฐ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้เสียของธนาคารมากขึ้น ซึ่งก็จะถูกถ่ายโอนมาเป็นหนี้ภาครัฐในที่สุด ในกรณีของจีนขณะนี้ ภาครัฐยังมีหนี้อยู่ในระดับต่ำจึงยังสามารถรับภาระหนี้เพิ่มเติมได้อีก ซึ่งหมายความว่า สถาบันการเงินของจีนยังอาจไม่ต้องเผชิญกับวิกฤตการทางการเงินในอนาคตอันใกล้นี้

นอกจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนในอดีต ที่ทำให้เกิดปัญหาราคาฟองสบู่ในสินทรัพย์เสี่ยงตามมานั้น รัฐบาลจีนอาจเลี่ยงไปใช้วิธีการลดอัตราการกันสำรองของธนาคารเพื่อให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ได้มากขึ้นเหมือนเมื่อไม่นานนี้ เพราะรัฐบาลจีนต้องการจะรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวนตามที่ได้รับปากไว้มากกว่าการรักษาเป้าหมายเรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลจีนจำเป็นต้องขายเงินตราต่างประเทศออกมาเพื่อใช้ดูดซับเงินหยวนในยามที่เกิดปัญหาการไหลออกของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งทำให้จีนมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเหลือน้อยลง จากที่ยังมีอีกเป็นจำนวนมากก็ตาม ดังนั้นจึงอาจทำให้ค่าเงินหยวนมีความเสี่ยงที่เพิ่มสูงมากขึ้นได้ในอนาคต

เศรษฐกิจไทยแม้จะมีขนาดเล็กกว่ามาก แต่ก็น่าจะสามารถได้ประโยชน์จากบทเรียนข้างต้นเช่นกัน กล่าวคือ การลดดอกเบี้ยเชิงนโยบายให้อยู่ในระดับที่ต่ำเกินไปโดยไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับนั้น ไม่น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้โตได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เรายังอาจโยงไปถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นอื่นๆ ด้วย เช่น การลดหย่อนภาษี หรือการให้เงินให้เปล่าชั่วครั้งชั่วคราวเพื่อหวังเพิ่มการใช้จ่ายของภาคประชาชน ก็ไม่น่าจะช่วยทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างมั่นคงเช่นกัน เพราะสำหรับภาคประชาชนทีมีวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลแล้ว พวกเขาก็จะตระหนักดีว่า มาตรการเหล่านี้ไม่ได้ช่วยเพิ่มรายได้ในระยะยาวของเขาเลย พวกเขาจึงจะไม่เพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น แม้รัฐบาลจะให้เงินอุดหนุนระยะสั้นก็ตาม ส่วนภาคประชาชนที่มีวิสัยทัศน์ที่สั้นหน่อยซึ่งโดยธรรมชาติแล้วก็จะมีหนี้สินเต็มมืออยู่แล้ว มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้นของรัฐ ก็จะไปทำให้คนเหล่านี้มีหนี้สินครัวเรือนที่สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม หนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ก็จะไม่จูงใจให้ภาคธุรกิจเอกชนลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกิจการของตนนั่นเอง

สรุปโดยรวมแล้ว ประสบการณ์ที่ได้จากปัญหาของเศรษฐกิจโลกที่กล่าวไปข้างต้นได้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่ผ่านมานั้น ไม่อาจจะแก้ได้ด้วยมาตรการผ่อนคลายทางการเงินระยะสั้นที่ไม่ได้ยึดโยงกับแนวทางการเพิ่มรายได้ที่แท้จริงในระยะยาวของภาคประชาชน นั่นเอง