ทันทีที่เห็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
เผยแพร่เอกสารข้อเสนอการปรับปรุง บทเฉพาะกาลร่างรัฐธรรมนูญ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ลงนามโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการ คสช. ระบุสาระสำคัญว่า ควรเขียนรัฐธรรมนูญในบทเฉพาะกาลให้มีวุฒิสภา(ส.ว.) ชุดแรก มาจากการสรรหาจำนวนกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 250 คน เพื่อใช้อำนาจร่วมกับส.ส.500 คน
เนื้อหาระบุด้วยว่า ส.ว.สรรหา มาจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง 8-10 คน พร้อมให้ส.ว.ดำรงตำแหน่ง 5 ปี สามารถแต่งตั้งข้าราชการผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่ง ไม่ใช่สมาชิกคสช.ปัจจุบัน ไม่เกิน 6 คน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงกลาโหม ผบ.สส. ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. และผบ.ตร. หากตำแหน่งเหล่านี้พ้นจากราชการไป ให้ผู้ดำรงตำแหน่งใหม่เข้ามาสวมแทน
วุฒิสภาวาระแรกไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ดูแลขับเคลื่อนการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติ มีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินเช่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรมตามสมควร และกำหนดวิธีการเลือกตั้งส.ส.ควรใช้บัตร 2 ใบ ใบแรกใช้เลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขต 350 คน ให้เขตเลือกตั้งใหญ่ขึ้นมีส.ส.ไม่เกิน 3 คน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิเลือกได้ 1 คน แล้วให้นับคะแนนเรียงลำดับลดหลั่นจนได้ครบตามจำนวนที่ต้องการ ใบที่สอง สำหรับเลือกส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน
สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคงเป็นเพราะ“มีชัย ฤชุพันธุ์”ประธานกรธ.ต้องการที่จะให้เป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่า ฉะนั้นจากนี้ไปหากรัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร อย่างน้อยทำให้มีชัย บอกกับประชาชนได้ว่า เกิดจากอะไร
ไม่แปลกที่นักกฎหมายอย่างมีชัย ออกมาบอกว่า ต้องขอหารือสมาชิกกรธ.ก่อน “หากสิ่งใดคิดว่าดีเราก็ใส่ หากสิ่งใดไปไม่ได้เราก็ไม่ใส่ เราทำมาแบบนี้มาโดยตลอด” ที่สำคัญไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญคนเดียว
หาก มีชัย จะต้องยอมทำตาม ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หากสิ่งที่ทำไปอาจจะบอกว่า ทำตามข้อเสนอคสช. อย่างน้อยน่าจะเป็นเกราะกำบังได้ระดับหนึ่ง
แต่ถ้าจะให้ประเมินตอนนี้ เชื่อว่าน่าจะมีอาการ “รอมชอม”กับคสช. แบบคนละครึ่งทาง ส่วนที่ใครจะค้านหรือไม่เห็นด้วย ก็ค้านกันไป
จริงๆ ถ้าไม่ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังแก้ไขอยู่ จะมีการหยิบยกฉบับไหนขึ้นมาปัดฝุ่นใช้เลยก็เป็นได้
ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงกระแสกดดันจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคสังคม วิชาการ รวมถึงภาคการเมือง เกิดขึ้นทันที ฉะนั้นจากนี้ไปน้ำหนักก็คงจะไปอยู่ที่กรธ.ว่า จะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้
สิ่งที่น่าจับตาจากนี้ไปจะต้องดูว่า กระบวนการการสรรหาส.ว.250 คน จะเป็นอย่างไร มีรูปแบบการสรรหาอย่างไร ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ได้อย่างไร หากสามารถวางรูปแบบกระบวนการสรรหา ที่มีประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละภาคส่วน ก็น่าจะเป็นวิธีการที่ดี
แต่หากกระบวนการสรรหาที่ไม่มีประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป็นลักษณะสรรหาแบบให้ที่นั่งหรือให้ที่พักพิงกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา “ว่างงาน” หรือเป็นการ “สืบทอดอำนาจ” จะด้วยกลุ่มคนแบบไหนก็ตาม อย่างนี้น่าคิด
เห็น สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ออกมาระบุชัดเจนทำนองว่า เป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของคสช.ที่จะสืบทอดอำนาจ ยังวิตกด้วยว่า ถ้ากรธ.รับข้อเสนอ เมื่อผ่านประชามติแล้ว มีการประกาศใช้ หากพรรคการเมืองพรรคใหญ่เห็นว่า ไม่เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ก็อาจจะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง การเมืองจะมีปัญหาหรือไม่
สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ย่อมเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา ฉะนั้นต้องดูปลายทางอีกครั้งว่าสิ่งที่ออกมา จะเป็นอย่างที่วิพากษ์วิจารณ์แค่ไหน สังคมการเมืองเอาด้วยไหม ตรงนี้อาจเป็นคำตอบสุดท้ายที่ตามมา








