ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเตือนว่า
สัญญาณเศรษฐกิจในช่วงต้นปีมีแนวโน้มชะลอตัวลง เมื่อเปรียบเทียบกับปลายปีที่ผ่านมา โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากเศรษบฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น ในขณะที่ภาคเกษตร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง มากกว่าที่คาดการณ์ โดยสัญญาณเศรษฐกิจที่เริ่มแผ่วลง ยังสอดคล้องกับความเห็นของภาคธุรกิจก่อนหน้านั้น ที่ระบุว่าเริ่มเห็นสัญญาณในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนไม่ได้ดี
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ธปท.ชี้ให้เห็นอีกปัจจัยคือการลงทุนภาครัฐยังมีความล่าช้า แม้ว่าเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา พบว่าการเลิกจ่ายภาครัฐมีอัตราเร่งขึ้นและช่วยให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นมาได้ แต่กลับพบว่าในช่วงต้นปีการเบิกจ่ายชะลอลง ทั้งๆ ที่ภาครัฐพยายามเร่งการเบิกจ่ายและเร่งโครงการขนาดใหญ่ออกมา แต่ก็ปรากฏว่าปัญหาความล่าช้ายังเป็นปัญหาใหญ่ของส่วนราชการ ซึ่งหากยังมีสภาพเป็นเช่นนี้ต่อไป ก็เชื่อว่าเศรษฐกิจของประเทศจะยิ่งชะลอตัวลง เนื่องจากยังต้องพึ่งพาการลงทุนจากภาครัฐเป็นหลักในปีนี้
อันที่จริง รัฐบาลรู้ปัญหามาตั้งแต่ต้น ว่าเศรษฐกิจของไทยไม่อาจพึ่งพาเศรษฐกิจโลกได้ในปีนี้ ดังนั้นจึงพยายามเร่งสร้างความเข้มแข็งภายในประเทศผ่านนโยบายต่างๆ ทั้งนโยบายสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจระดับรากฐาน การสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมทั้งเร่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่จากข้อมูลเศรษฐกิจสะท้อนให้เห็นว่าแรงส่งของนโยบายรัฐบาลยังไม่เห็นผลอย่างเต็มที่ ซึ่งอาจมีประเด็นเรื่องการเบิกจ่ายล่าช้าทำให้ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมาย
นอกจากนี้ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ รัฐบาลยังกำหนดเวลาในการเบิกจ่าย และขู่อีกว่าจะเรียกงบประมาณคืน หากหน่วยงานใดไม่สามารถดำเนินโครงการได้ทันตามที่กำหนด ซึ่งหากอาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลพยายามเร่งทุกทางเท่าที่ทำได้ เพื่อให้งบประมาณจากรัฐบาลกลางลงสู่ภาคเศรษฐกิจ แต่ก็ปรากฏว่าการเบิกจ่ายยังเป็นไปอย่างล่าช้า และทำให้เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้น เนื่องจากคาดหวังว่างบภาครัฐจะเป็นส่วนสำคัญในการลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้
ดังนั้น หากรัฐบาลหวังจากงบประมาณภาครัฐ จะช่วยลดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัีนี้ รัฐบาลจะต้องหาคำตอบให้ชัดเจนว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยอะไร เพราะที่ผ่านมา เราเห็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศร๋ษฐกิจ พยายามรีบเร่งการลงทุนภาครัฐและการเบิกจ่ายของหน่วยงานต่างๆ แต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า สัญญาณการเบิกจ่ายในระดับนโยบายมีความชัดเจน ขาดแต่เพียงในทางปฏิบัติเท่านั้นที่ยังมีปัญหาไม่ทันตามความต้องการ
หากประเมินดูจากสถานการณ์ในขณะนี้ เราจะเห็นได้หากผลกระทบจากภัยแล้งรุนแรงกว่าที่คาดไว้ นั่นก็เท่ากับว่าเป็นปัจจัยที่เพิ่มขึ้นมาในปีนี้ จากเดิมที่ประเมินว่าจะอยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ ดังนั้น ยิ่งการเบิกจ่ายมีปัญหาและการลงทุนภาครัฐไม่ทันตามกำหนดเวลาเดิม ก็ยิ่งส่งผลกระทบมากยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสองอาจเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยประสบปัญหามากขึ้น จากเดิมที่คาดกันว่าในไตรมาสสองจะเริ่มฟื้นตัว
เราเห็นว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องเร่งสะสางโครงการต่างๆ ของหน่วยงานต่างๆ หากความล่าช้าเกิดจากขั้นตอนราชการจริง และรัฐบาลควรเร่งตรวจสอบอย่างจริงจังถึงสาเหตุที่มาที่ไปของความล่าช้าที่เกิดขึ้น ทั้งๆที่เป็นนโยบายหลักของรัฐบาล เพราะปัญหาความล่าช้าของหน่วยราชการในการเบิกจ่ายไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาและขึ้นกับช่วงของรัฐบาล หากสามารถแก้ปัญหาได้ เราเชื่อว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น









