วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“จริยธรรม”คำที่สังคมไทยยังไม่ตกผลึก

ข่าวที่ดังที่สุดเรื่องหนึ่งในสัปดาห์นี้ คือข่าวของสื่อมวลชนท่านหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันดีในสังคมถูกศาลตัดสินให้จำคุก

แต่กลับยังปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการอยู่เป็นปกติ หลังจากได้รับการประกันตัวออกมา ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในสังคมว่า เหตุใดท่านผู้นี้จึงไม่หยุดดำเนินรายการก่อนจนกว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการอุทธรณ์ทั้งหมดและคดีถึงจุดสิ้นสุด รอให้พิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่ได้กระทำผิดจริง แล้วค่อยกลับมาทำรายการต่อ มีเสียงเรียกร้องถามหา “สปิริต” ถามหาบรรทัดฐานทาง “จริยธรรม” ในฐานะสื่อมวลชน แต่ดูเหมือนว่าการเดินทางของเสียงเหล่านี้จะยังเดินทางไปไม่ถึงหูคนที่เกี่ยวข้อง

สาเหตุหนึ่งที่เรื่องนี้กลายเป็นข่าวดัง ก็เพราะสื่อมวลชนท่านนี้เป็นผู้มีชื่อเสียง มีคนติดตามชมรายการเป็นจำนวนมาก แฟนคลับทั่วประเทศน่าจะสูสีกับแฟนคลับของดาราแถวหน้าทั้งหมดมารวมกันด้วยซ้ำ คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าสื่อมวลชนท่านนี้มีพลังในการชี้นำสังคมเป็นอย่างมาก

แต่ก็อย่างที่ลุงเบ็นของสไปเดอร์แมนกล่าวไว้ “พลังที่ยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่หลวง”

การที่ท่านยังเดินหน้าทำรายการอยู่เช่นเดิม นอกจากจะเป็นการตัดสินใจของท่านแล้ว อีกด้านหนึ่งก็เป็นเพราะสังคมไทยเองยังไม่ตกผลึกเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมที่ควรจะมีด้วยเช่นกันเพราะหากเอาไม้บรรทัดทางจริยธรรมระดับนานาชาติมาใช้ในเหตุการณ์นี้ เราคงไม่ได้เห็นท่านออกมาจัดรายการจนกว่าจะเคลียร์ตัวเองได้เรียบร้อยแล้ว

หากจะถามว่า “จริยธรรมคืออะไร?”คำตอบกว้างๆ คงเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความคิดและความประพฤติที่เหมาะสม แต่ระดับจริยธรรมที่เหมาะสมของแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้ เช่น การขับรถเบียดแซงคิวรถคันอื่นที่ต่อแถวอยู่คนหนึ่งอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องเหมาะสมยอมรับได้ อีกคนก็มีสิทธิ์ค้านหัวชนฝาว่าเรื่องแบบนี้ไม่เหมาะไม่ควร ยอมไม่ได้เด็ดขาด ด้วยเหตุนี้ การเอาหลักจริยธรรมของคนสองคนมาโต้เถียงกันจึงไม่มีทางได้ข้อยุติ เพราะสองคนพูดกันคนละเรื่อง เพราะมองกันคนละมุม นับประสาอะไรกับประเทศไทยที่มีคนกว่า 67 ล้านคน

แม้มาตรฐานทางจริยธรรมโดยรวมอาจแตกต่างกัน แต่คนส่วนใหญ่มีมาตรฐานขั้นต่ำในเรื่องพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน เช่น ไม่ทำร้ายหรือฆ่าคนอื่น ไม่ขโมยของ แต่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนความเห็นก็อาจแตกต่างกันได้ ลองนึกดูว่าถ้าลูกของเราได้รับอุบัติเหตุอยู่ห้องฉุกเฉิน หมอบอกว่าต้องใช้เครื่องช่วยหายใจถึงจะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ต้องหมดสติแบบนี้ตลอดไป จึงเสนอให้ถอดเครื่องช่วยหายใจเสีย เขาจะได้ไปสู่สุขคติ เลยมาขอให้เราซึ่งเป็นผู้ปกครองลงชื่อยินยอมให้ปิดเครื่องช่วยหายใจ บางคนอาจจะยอม บางคนคงไม่ยอม แน่นอนว่า คนรอบข้างที่รู้เรื่องก็มักจะมีความเห็นของตัวเอง บางคนเห็นด้วย บางคนไม่เห็นด้วย

หากพ่อแม่ของเขาเป็นหมอ การตัดสินใจคงไม่ยากนัก แต่ถ้าพ่อแม่เป็นชาวบ้านธรรมดาเคร่งศาสนา การทำแบบนี้อาจทำให้รู้สึกว่าตนเองกำลังทำบาปอย่างร้ายแรงเช่นเดียวกัน คนที่เติบโตมาในครอบครัวซึ่งใช้ความรุนแรง จะเห็นว่าการใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเด็กที่โตมาในครอบครัวที่โกงกินมาตลอด ย่อมเห็นว่าการโกงเป็นเรื่องธรรมดาของโลก

เมื่อหลายปีก่อนที่ออสเตรเลียมีข่าวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเสี่ยงชีวิตลงไปช่วยเพื่อนที่กำลังโดนฉลามทำร้าย ได้รับการยกย่องไปทั่ว เพราะเขามีสิทธิ์จะวิ่งหนีก็ได้ แต่เขาก็ไม่ทำ ในทำนองเดียวกับการโกหกเพื่อช่วยชีวิตคนบริสุทธิ์ ถึงเป็นการโกหกหน้าด้านๆ เมื่อถูกเปิดเผยในภายหลังก็คงไม่โดนวิพากษ์วิจารณ์มาเหมือนกับการโกหกเพื่อเอาตัวรอดจากความผิดที่ทำลงไป หรือการโกหกเพื่อให้ตนเองได้รับผลประโยชน์มากกว่าเดิม

นอกจากนี้แล้ว การคาดหวังว่ามาตรฐานทางจริยธรรมของคนทุกคนจะคงเส้นคงวาเป็นในทุกสถานการณ์อาจใช้ไม่ได้กับทุกคน มีภาษิตจีนเกี่ยวกับผู้นำบทหนึ่งกล่าวว่า “พึงเข้มงวดกับตนเอง ผ่อนปรนกับผู้อื่น” หากเราเอาภาษิตนี้มาเป็นบรรทัดฐานแล้ว คนที่อ่อนจริยธรรมที่สุดก็น่าจะเป็นคนประเภท “เข้มงวดกับเขาไปทั่ว แต่พอเรื่องของตัวยังไงก็ได้”

บางคนก็คิดแค่ว่า ทำอะไรก็ได้ขอให้ไม่ผิดกฎหมาย หรือถึงผิดแต่ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทันก็ถือว่ายอมรับได้ เรื่องจริยธรรมไม่ต้องไปสนใจ

ความจริงแล้ว กฎหมายบัญญัติขึ้นมาเพื่อให้คนในสังคมอยู่กันอย่าง “สงบ” แต่ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าคนในสังคมจะมี “ความสุข” เสมอไป กฎหมายจึงเปรียบเหมือนมาตรฐานขึ้นต่ำซึ่งทุกคนจะต้องทำตาม ส่วนจริยธรรมในส่วนที่นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนดไว้ถือเป็นออพชั่นเสริม จึงขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนว่าจะเลือกออพชั่นเสริมมากน้อยแค่ไหน

จริยธรรมเป็นเหมือนพันธนาการผูกมัดเราไม่ให้เรามีอิสระทำตามใจอยากด้วยเหตุนี้ คนจะมีจริยธรรมสูงได้จึงต้องเป็นคนรู้จักควบคุมจิตใจของตนเอง มีวุฒิภาวะทางจิตใจและอารมณ์ในระดับหนึ่ง

ในทางกลับกัน คนที่เอาแต่ยึดหลักกฎหมาย ทั้งที่บางครั้งขัดกับสามัญสำนึกผิดชอบชั่วดี ก็เหมือนกับเป็นการประกาศจุดยืนของตนให้คนอื่นรู้ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ตนเองมีจริยธรรมเท่ากับจริยธรรมขั้นต่ำในสังคมเท่านั้น

 หากมองจากมุมมองของปัจเจกบุคคลแล้ว ทุกคนมีสิทธิจะเลือกได้อย่างอิสระ ดังนั้นการยึดเอาจริยธรรมขั้นต่ำมาเป็นบรรทัดฐานการใช้ชีวิตจึงไม่ใช่เรื่องผิดสำหรับคนธรรมดา

สิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ ฐานะทางสังคมคือสิ่งกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเราและคนอื่นในสังคม ความคาดหวังของสังคมเกี่ยวกับพฤติกรรมของคน ๆ หนึ่งขึ้นอยู่กับฐานะของคนผู้นั้นและวิธีการที่เขาได้ฐานะนั้นมา

ความคาดหวังจากผู้ได้รับเลือกเป็นนางงามจักรวาล คือต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ไม่ประพฤติตัวเสเพล กินเหล้าเมายาหัวราน้ำ รู้จักแต่งตัวเหมาะสมกับกาละเทศ มีกริยาท่าทางนุ่มนวล รู้จักเก็บความรู้สึก ถึงแม้จะไม่พอใจก็จะไม่แสดงออกด้วยการยืนท้าวสะเอวชี้นิ้วกราดด่าเขาไปทั่ว

สำหรับผู้ที่อยู่ในตำแหน่งใหญ่โต หรือเป็นผู้ที่สามารถชี้นำความคิดของสังคมได้ การถามว่าจริยธรรมคืออะไรนั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะเป็นผู้กำชะตาชีวิตหลายคนไว้ในมือ คำถามที่จะต้องถามตนเองก็คือ จริยธรรมที่มีอยู่สมกับฐานะหัวโขนที่ใส่อยู่หรือเปล่า และต้องสำนึกให้ได้ว่า ตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้ จะลดเกณฑ์ทางจริยธรรมลงมาให้เท่ากับมาตรฐานขั้นต่ำที่เราทำได้นั้น ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง

ในสังคมที่มาตรฐานทางจริยธรรมยังไม่ตกผลึกอย่างสังคมไทย หน้าที่ของผู้นำทางความคิดทั้งหลายคือการทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี เพื่อยกระดับจริยธรรมของสังคมสูงขึ้นจนถึงจุดที่ทุกคนมีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมือนกัน เป็นมาตรฐานที่เข้มข้นมากพอที่จะเป็นกลไกอย่างไม่เป็นทางการในการสร้างความผาสุกให้กับสังคม ถ้าแบบนี้ทำไม่ได้ ก็ไม่มีความชอบธรรมพอจะเรียกตัวเองว่าเป็นตัวแทน หรือเป็นปากเป็นเสียงให้กับประชาชน