วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การให้...ให้ประทับใจ

เรื่องของการให้จึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ผู้นำ ผู้บริหาร หัวหน้างานและบุคคลทั่วๆไปควรเรียนรู้

ช่วงนี้ยังอยู่ในเดือนมกราคมที่คนทั่วโลกยังส่งความสุขให้แก่กันและกันในรูปแบบต่างๆกันอยู่ เช่น ส่งบัตรอวยพรทั้งทางไปรษณีย์และส่ง E-card ส่งของขวัญชิ้นเล็กชิ้นใหญ่หลากหลายรูปแบบ

ใครได้ของถูกใจก็ยิ้มร่าหน้าบานอิ่มใจไปหลายวัน บางคนได้ของที่ไม่ถูกใจก็ร้องยี้แล้วให้คนอื่นต่อ หรือถ้ายี้มากๆก็บริจาคให้ผู้ยากไร้หรือโยนทิ้งไปเลยก็มี ซึ่งถ้าผู้ให้ได้ทราบว่าของที่ตนตั้งใจเลือกให้ได้รับการตอบรับด้วยการโยนทิ้งก็คงเสียใจไม่มากก็น้อย เว้นเสียว่าไม่ได้ตั้งใจเลือกให้หรือจำใจต้องให้นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่โดยทั่วไปแล้ว ถ้าคนเราต้องลงทุนลงแรงเสียเวลาหาข้าวของหรือทำอะไรสักอย่างหรือหลายอย่างเพื่อ “ให้” เราย่อมคาดหวังว่าการให้ของเราต้องมีผลลัพธ์ในทางบวกต่อผู้รับและต่อตัวเราเองในฐานะผู้ให้

เราคงไม่อยากเสียเงินซื้อของหรือใช้สมองกลั่นกรองหาคำแนะนำดีๆมอบให้คนอื่นแล้วเขามองไม่เห็นคุณค่าแน่ๆ การที่ผู้รับไม่เห็นคุณค่าในสิ่งของที่เป็นรูปธรรมหรือสิ่งอื่นๆที่เป็นนามธรรม เช่น ความห่วงใย ความเมตตาเอ็นดู ตลอดจนความรักใคร่ที่เรามอบให้เขาก็ถือว่าแย่แล้ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าบางครั้งการให้ของเรายังอาจทำให้เราติดลบและเดือดร้อนอีกด้วย ซึ่งแบบนี้เขาเรียกว่า “ให้ไม่เป็น”

เรื่องของการให้จึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ผู้นำ ผู้บริหาร หัวหน้างานและบุคคลทั่วๆไปควรเรียนรู้เพื่อที่การให้ของท่านจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้รับและตัวท่านเอง นั่นคือคนรับมีความสุข มีจิตใจและสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่วนตัวท่านเองได้รับการยอมรับ เป็นที่พอใจรักใคร่นับถือของผู้รับและวงสังคมทั่วไป ไม่ใช่อุตส่าห์ให้แล้วแต่คนให้ต้องอัปราชัยเสียน้ำใจ เสียชื่อและเกียรติยศ

มาคุยกันถึงวิธีการให้ที่สร้างผลลัพธ์ในทางบวกกันเลยค่ะ

มีเหตุผลที่ดีในการให้ บางคนอาจถามว่าแค่อยากให้นี่มีเหตุผลไม่พอหรอกหรือ? ก็ต้องตอบว่าไม่พอค่ะ ไม่ว่าท่านจะให้สิ่งของกับลูกหรือลูกน้อง ท่านควรมีเหตุผลที่อธิบายได้และถูกหลักการ พ่อแม่นึกอยากจะให้ของเล่นลูกคนเล็กเพราะเกิดเอ็นดูขึ้นมา แต่ไม่ให้ของเล่นกับลูกคนอื่นๆ แบบนี้ปัญหาย่อมตามมา ลูกๆอาจคิดว่าพ่อแม่ไม่ยุติธรรม หัวหน้านึกเลิ้ฟลูกน้องบางคนเพราะหน้าตาดี พูดจาไพเราะ มารยาทงาม แม้จะไม่มีผลงานแต่หัวหน้าถูกชะตา แบบนี้ก็อาจมีปัญหากับลูกน้องคนอื่นๆ ดังนั้นก่อนให้อะไรกับใครต้องคิดใคร่ครวญให้รอบคอบสักหน่อยว่าการให้ของเราจะทำให้เกิดข้อสงสัยหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบได้หรือไม่

การให้ที่มีเหตุผล เช่น ให้ของเล่นแก่ลูกเมื่อสอบได้คะแนนดี หรือให้รางวัลลูกน้องเพราะมีผลงาน ทำให้ผู้รับรู้ว่าเขาทำอะไรดี เขาจึงได้รางวัล เป็นการส่งเสริมพฤติกรรมดีให้เกิดขึ้นต่อไป ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการให้ทุกครั้งจะต้องมีเหตุผลหรือเงื่อนไขเสมอไปนะคะ เป็นไปได้บ่อยๆที่เราอยากให้เพราะใจมันอยากให้ ก็ขอให้ใคร่ครวญข้อดีข้อเสียของการให้แบบตามใจเราก่อนก็จะดี

ให้ในสิ่งที่ผู้รับต้องการและเห็นคุณค่า ก่อนจะมอบอะไรให้ใคร หาข้อมูลวิเคราะห์เสียก่อนว่าคนรับมีความต้องการอะไร เช่น ถ้าเราเอาสเต็กเนื้อเซอร์ลอยน์อย่างดีไปให้ช้างเป็นดินเนอร์ ช้างก็คงไม่ดีใจ ประมาณเอาพลอยไปให้ไก่ยังไงยังงั้น ดังนั้นเวลาผู้บริหารองค์กรและผู้บริหาร HR กำลังคิดเรื่องการพัฒนาผลตอบแทน สวัสดิการและรางวัลกระตุ้นผลงาน (Incentive) ต่างๆ จึงควรสำรวจหาความต้องการของพนักงานเสียก่อน จะได้หลีกเลี่ยงปัญหาให้ของที่พนักงานไม่ต้องการ พนักงานหลายองค์กรบ่นว่านายจ้างชอบให้รางวัลเป็นโล่หรือประกาศนียบัตร (อย่างเดียว) การได้โล่เป็น 10 โล่ไม่ช่วยให้เขามีอะไรดีขึ้น 

องค์กรจึงอาจต้องทบทวนการให้รางวัลของท่านใหม่ จากที่ให้แต่โล่หรือถ้วยรางวัลอย่างเดียวก็ควรให้สิ่งอื่นที่มีมูลค่าเป็นตัวเงินประกอบด้วย เช่นให้เงิน ให้บัตรรับประทานอาหาร เป็นต้น จะให้มากหรือน้อยก็ยังดีกว่าให้โล่อย่างเดียว เพราะพนักงานบอกว่าทานไม่ได้ค่ะ นอกจากนี้ผู้ให้บางคนก็เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว เวลาซื้อของก็เสียดายเงิน จึงซื้อของถูกที่คุณภาพต่ำตามราคาไปให้คนรับ คนรับที่มีความรู้มองดูก็รู้ว่าของไม่มีคุณภาพ เขาก็ไม่อยากได้ รับไปแล้วยังอาจนินทาคนให้อีกด้วย

หรือบางคนชอบรีไซเคิล (recycle) ของขวัญ กล่าวคืออยากประหยัด ก็เลยเอาของที่คนอื่นให้ตัวเองไปให้คนอื่นต่อ ซึ่งก็ไม่ผิดกติกาอะไร แต่ลืมแกะนามบัตรหรือหลักฐานใดๆที่แสดงว่ามันเป็นสิ่งของที่คนอื่นให้เรามาอีกทีออก คนที่รับต่อจึงรู้ว่าเราเอาของคนอื่นมาให้อีกต่อ ก็คงเสียความรู้สึกกันน่ะค่ะ ดังนั้นต้องรอบคอบเวลาจะรีไซเคิลของขวัญ นอกจากนี้ต้องละเอียดเรื่องเวลาหมดอายุของสิ่งของประเภทอาหารและขนม บางคนซื้อขนมไว้ให้ปีใหม่ไว้มากเกินไปจึงมีของเหลือเพราะให้ไม่หมด เลยเก็บไว้ข้ามปีไปให้ปีหน้า ลืมดูวันหมดอายุ พอคนรับแกะกล่องอ่านฉลากดูก็รู้ว่ามันหมดอายุ ก็ได้เสียความรู้สึกกันอีก เป็นการให้ที่ไม่เกิดบุญคุณ แล้วยังได้โทษหรือได้บาปแทน

ให้ถูกกาลเทศะ เรื่องของกาลเทศะก็เป็นเรื่องสำคัญ ให้ของหรือให้อะไรก็ตามต้องตรงกับเวลาที่คนรับกำลังอยากได้ เช่นให้อาหารตอนกำลังหิว ให้คำปลอบใจเวลากำลังท้อถอย ให้คำปรึกษาตอนมีปัญหา ถ้าให้เมื่อสายเกินไปคนรับก็ไม่ต้องการแล้ว เผลอๆอาจอารมณ์เสียแถมพกมาด้วย เช่นตอนกำลังขาดแคลนเงินก็ไม่ให้เพราะมัวคิดทบทวนช้าไป พอคิดตกว่าเราควรจะให้ก็พอดีว่าเขาได้ไปกู้ยืมคนอื่นแล้วหรือโดนเจ้าหนี้ฟ้องไปเรียบร้อยแล้ว พอเราคิดตกแล้วเอาเงินไปให้ เขาก็ไม่อยากได้แล้ว นายจ้างและนายหลายคนเป็นแบบนี้ ตอนลูกน้องหรือพนักงานต้องการความช่วยเหลือและตัวเองสามารถช่วยได้ก็ไม่รีบช่วย มัวคิดจุกจิกก็เลยช้าไป การให้ที่สายเกินไปไม่เกิดคุณค่าและเกิดผลลบได้ง่ายๆ ดังนั้นถ้าคิดจะให้ก็ช่วยกล้าๆหน่อย เร็วๆหน่อยค่ะ

จัดหีบห่อภาพลักษณ์ของการให้ ของราคาแพงแต่ถ้าใช้ถุงเก่าๆสกปรกๆใส่ของไปให้ คนรับคงไม่ค่อยประทับใจเท่าที่ควร หรือการที่ใครบางคนมอบของให้เราด้วยสีหน้าบึ้งตึง โยนให้ ผลักให้ เราก็คงไม่อยากได้ของสิ่งนั้น เพราะรู้สึกว่าคนให้ไม่เต็มใจให้ แม้เรามีความจำเป็นต้องรับแต่เราก็คงไม่สำนึกในบุญคุณของผู้ให้ การให้ที่สร้างความประทับใจจึงมีองค์ประกอบหลายอย่างนับตั้งแต่สีหน้าท่าทีกิริยาของผู้ให้ที่แสดงความเต็มใจในการให้ คำพูดที่แสดงเหตุผลของการให้ เช่น เพราะผู้รับมีคุณความดีหรือมีผลงานที่ดี หรือเพราะผู้ให้มีความรักใคร่ชอบพอคนรับ คำพูดต่างๆเหล่านี้ก็คือ “หีบห่อ” ที่เราจัดฉากของการให้ให้มีบรรยากาศน่าประทับใจ นอกจากนั้นการห่อกระดาษ ผูกโบว์ การเชิญคนมาเป็นสักขีพยานเพื่อเป็นเกียรติแก่ทั้งคนรับและคนให้ตามความเหมาะสมล้วนทำให้การให้มีคุณค่าต่อความรู้สึกและความทรงจำมากขึ้น

ให้แล้วไม่ต้องทวงบุญคุณ เขาว่ากันว่าการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน อย่างไรก็ตามสำหรับนายจ้างและองค์กร การให้ย่อมหวังผลตอบแทนแน่ๆ ซึ่งเราก็ไม่ว่าอะไรกันเพราะเข้าใจเรื่องธุรกิจกันอยู่ แต่ให้แล้วอย่าทวงบุญคุณลำเลิกบุญคุณให้พนักงานเสียอารมณ์มากเกินไป เช่น เมื่อมอบทุนการศึกษาให้พนักงานก็ไม่ต้องย้ำแล้วย้ำอีกว่าต้องทำงานใช้ทุนนะยะ ต้องตั้งใจเรียนนะไม่งั้นจะถอนการให้ทุน ตอกย้ำจนพนักงานอยากจะคืนทุนจะได้ไม่ต้องตกเป็นทาสบุญคุณจนตาย ใครที่มีนิสัยทวงบุญทวงคุณหรือชอบตอกย้ำว่าตัวเองได้ช่วยใครหรือได้ให้อะไรกับใครบ้างบ่อยๆก็ควรจะลดๆลงไปบ้างนะคะ

สำหรับทุกศาสนาการให้คือการเปิดใจกว้างโดยมีเจตนาให้ผู้อื่นมีความสุข ตัวเราเองก็ลดความโลภและความเห็นแก่ตัวลง แค่นึกว่าอยากให้ก็ถือเป็นความคิดข้างกุศลแล้ว หากต้องการให้เกิดกุศลตลอดทั้งกระบวนการของการให้ โดยทั้งตัวคนให้และคนรับมีความสุขก็อย่าลืมประเด็นต่างๆที่เราคุยกันมานี้นะคะ