องค์การบรรเทาทุกข์ออกซ์แฟม รายงานว่าคนที่รวยที่สุด 1%
แรกของโลกในขณะนี้มีสินทรัพย์รวมกัน เท่ากับคนที่เหลือทั้งหมดในโลกนี้รวมกัน และหากคัดคนที่รวยที่สุด 62 แรกของโลก ปรากฏว่ามีทรัพย์สินเท่ากับคนครึ่งโลกที่อยู่ในส่วนที่จนที่สุด ซึ่งทางออกซ์แฟมระบุว่าความมั่งคั่งกระจุกตัวมากขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2553 ที่คนรวยที่สุดของโลก 388 มีทรัพย์สินเท่ากับคน 50% ที่จนที่สุด นั่นแสดงการกระจุกตัวของความมั่งคั่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแม้จะมีความพยายามแก้ปัญหาเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน
ที่น่าสนใจจากข้อมูลที่รวบรวมโดยเครดิตสวิส ซึ่งทางออกซ์แฟมใช้เป็นฐานในการประเมิน ระบุว่าสัดส่วนคนที่มั่งคั่ง 1% แรกค่อยๆลดลงในช่วงระหว่างปี 2543-2552 แต่กลับเพิ่มสูงขึ้นตลอดนับจากนั้นมา จนถึงในปี 2558 ที่สัดส่วนของคนที่มั่งคั่ง 1% ได้แซงสัดส่วนเดิมที่เคยปรากฏในรายงานฉบับแรกในปี 2543 และหากโยงเข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ก็จะเห็นชัดว่าคนกลุ่มนี้อาจมีสินทรัพย์ลดลง ในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แต่กลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวหรือหลังจากปัญหาคลี่คลาย
อันที่จริง รายงานของออกซ์แฟม ถือว่าไม่ได้สร้างความประหลาดใจมากนัก สำหรับผู้ที่ติดตามในเรื่องของการกระจุกตัวของรายได้ในระดับโลก แต่อาจจะสร้างความประหลาดใจบ้าง ก็ตรงที่รัฐบาลหลายๆ ประเทศพยายามแก้ปัญหา ช่องว่างรายได้ระหว่างคนรวย-จน ซึ่งข้อมูลที่ปรากฏชี้ให้เห็นว่าในช่วงที่เศรษฐกิจย่ำแย่ ดูเหมือนความมั่งคั่งของคนรวยลดลง แต่กลับฟื้นขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว ในขณะที่คนจนและคนระดับกลางความมั่งคั่งโดยรวมมีสัดส่วนลดลง
มีรายงานศึกษาของนักวิชาการฝรั่งเศส ในเรื่องการกระจายรายได้ ซึ่งถือเป็นงานวิจัยที่โด่งดังไปทั่วโลก เพราะเป็นการศึกษาเรื่องการกระจายรายได้และการกระจุกตัวของสินทรัพย์ในเวลายาวนานกว่า 200 ปี ตั้งแต่ยังไม่มีกฎหมายเรื่องทรัพย์สินบังคับใช้ โดยบทสรุปของงานวิจัยชี้ว่าสาเหตุให้เกิดการกระจุกตัวมากขึ้น แทนที่จะลดลงทั้งๆที่มีกฎหมายและนโยบายต่างๆเพื่อแก้ปัญหา เนื่องจากเราไปควบคุมสินทรัพย์ที่มีตัวตน แต่ไม่เคยคุมสิ่งที่เรียกว่าทุนอย่างแท้จริง
จากงานวิจัยชิ้นนี้ เขาชี้ให้เห็นว่าผลตอบแทนของเจ้าของทุน ซึ่งขณะนี้คือเงินทุนที่ไหลไปมาทั่วโลก เฉลี่ยในช่วงหลายศตวรรษอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 5% หากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ผลตอบแทนของทุนก็ยังมากกว่าค่าจ้างที่เป็นแรงงาน แต่ในช่วงเศรษฐกิจดีขึ้น ผลตอบแทนของทุนก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก ผลที่ตามมาก็คือ ผู้เป็นเจ้าของทุนหรือสามารถสะสมทุนได้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ผลตอบก็ยังมากกว่าค่าตอบแทนอื่น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวมากยิ่งขึ้น
งานวิจัยชิ้นนี้สร้างผลกระทบพอสมควร ต่อการกำหนดนโยบายเรื่องนี้ในหลายประเทศ แต่ปัญหาในเชิงปฏิบัติคือการควบคุมทุนจะทำอย่างไร ในเมื่อยุคปัจจุบันเศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยทุนที่เคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี และทุกประเทศต่างมีนโยบายเพื่อดึงดูดเงินทุนกันทั้งนั้น ซึ่งเท่ากับว่าหากใครเป็นเจ้าของทุนเสียแล้ว ก็มีแต่จะได้ประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ และอาจไม่แปลกใจนักจากข้อมูลของออกซ์แฟมวิเคราะห์ออกมาว่าทำไมความมั่งคั่งจึงกระจุกตัวมากขึ้น
สำหรับสังคมไทย ที่รัฐบาลมีนโยบายการกระจายความมั่งคั่งเช่นเดียวกัน และหวังแก้ปัญหาความเท่าเทียมในสังคม ที่เคยเป็นปัญหาใหญ่จนนำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งใหญ่ อาจใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นบทเรียนในการดำเนินนโยบาย เพราะหากดูแนวนโยบายของรัฐบาลก็ไม่ต่างจากหลายประเทศที่ใช้กัน ซึ่งหากไม่รัดกุมเพียงพอและเอื้อให้กับกลุ่มทุนมากเกินไป แทนที่นโยบายดีๆในการลดความเหลื่อมล้ำจะส่งผลให้เห็น แต่กลับส่งผลไปในทางตรงกันข้าม และเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้








