ช่วงค่ำวันที่ 5 มกราคม 2559 คงสร้างความ “ระทึกให้กับ 59 ชีวิต”
อยู่ไม่น้อย ทันทีที่เห็นเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 1/2559 “ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม” เป็นครั้งที่ 3
ภายใต้คำสั่งที่ปรากฏมีทั้งระงับการปฏิบัติราชการ หรือหน้าที่ในตำแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราว ให้ไปปฏิบัติราชการประจำหน่วยงานนั้นตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ดำรงตำแหน่งอยู่ เป็นการชั่วคราว “โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน” ไปช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นตั้งอยู่ ส่วนกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชัดเจนในคำสั่ง นั่นคือให้พ้นจากการเป็นกรรมการและการดำรงตำแหน่งในกองทุน
จริงๆ หากมองย้อนไปก่อนหน้านี้ คำสั่งลักษณะแบบนี้ก็มีออกมาอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกตรวจสอบ แต่รอบนี้ดูเหมือนน้ำหนักจะไปอยู่ที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เสียมากกว่า นั่นหมายถึงว่า ในช่วงที่ผ่านมาอาจมีเรื่องราวที่ถูกร้องเรียนหรือถูกตรวจสอบอยู่ไม่น้อยในระดับพื้นที่ วันนี้เรียกว่า “ฝีแตก” แล้วก็เป็นได้
ฉะนั้นหากใครที่ทำอะไรไว้ย่อมรู้แก่ใจว่า สิ่งที่ทำไปเป็นความถูกต้องแค่ไหน แต่หากไม่เป็นจริง อาจเป็นเพียงแค่การกล่าวหา การชี้แจงหรือให้ข้อเท็จจริงน่าจะเป็นเกราะป้องกันตัวได้ จริงๆ เรื่องนี้หากใครไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ก็ไม่เห็นจะต้อง “ตีโพยตีพาย” อะไร ควรปล่อยให้กลไกการตรวจสอบว่ากันไป แต่ทว่ากอบโกยกันมาแบบไม่ยั้งมือละก็ งานนี้คงตัวใครตัวมัน
เห็นพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) บอกชัดเจนการออกคำสั่งตามมาตรา 44 ระงับการปฏิบัติราชการของข้าราชการ หน่วยงานอื่นของรัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังอยู่ระหว่างถูกตรวจสอบหลายหน่วยงาน 59 คน ทั้งหมดยัง “ไม่พบความผิด” แต่เป็นการส่งข้อมูลรายชื่อมาจากคณะกรรมการติดตาม และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ(คตร.) เพื่อเกิดความสะดวกการตรวจสอบเพิ่ม ส่วนผู้ที่ถูกกล่าวหามีเวลาเตรียมเอกสารหลักฐาน
นายกฯการันตีให้ความ “เป็นธรรมกับทุกฝ่าย” ดังนั้นทั้ง 59 ชีวิตที่ปรากฏชื่อ อย่าได้หวาดระแวง หากไม่ได้กระทำความผิดอะไร
แต่ที่กำลังกลายเป็นประเด็นในโซเชียลวันนี้ ดูเหมือนเป็นการสร้างกระแสใน 2 ประเด็นใหญ่ สิ่งแรกเป็นเรื่องของการโพสต์รูปภาพ ข้อความ “ใช้มาตรา 44 ปลดกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน จุดจบ สสส.” ประเด็นถัดมามีการโยงใยไปถึงการแต่งตั้งกรรมการ“ประชารัฐ” มีการระบุว่ามีเฉพาะ “ข้าราชการ” และ “กลุ่มทุน” ทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศ เป็นการปิดฉากบทบาทสสส. ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของขบวนการปฏิรูประบบสุขภาพที่มีบทบาทในสังคมมายาวนาน 15 ปี”
สิ่งที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ กำลังมุ่งประเด็นไปที่การบริหารงานคสช. และรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นคณะกรรมการ“ประชารัฐ” มีการสร้างเพจ ขึ้นมาโจมตีอย่างหนัก จัดการแบ่งสัดส่วนกรรมการชัดเจน ทำนองเลือกข้างกลุ่มทุนเพียง 4-5 กลุ่มเข้ามาช่วยขับเคลื่อนประเทศ
ฉะนั้นวันนี้รัฐบาลหรือผู้ที่รับผิดชอบ ต้องสร้างความกระจ่างในสังคม มิฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏบนโลกออนไลน์ อาจเป็นตัวการสำคัญของการสร้างความแตกแยกในสังคมก็เป็นได้ ยิ่งโลกออนไลน์สมัยนี้มันไปเร็วเสียยิ่งกว่าอะไรเสียอีก
เชื่อเถอะ..หลังจากนี้บนโลกออนไลน์จะมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะเรื่อง“ภาษี” ที่นำมากระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังกลายเป็น “เสพติด” ของธุรกิจบางกลุ่มไปแล้ว เวลานี้มีการวิ่งเต้นกันหนัก ฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย อีกฝ่ายหนึ่งต้องการให้ลด โดยเฉพาะ“ภาษีนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย” ว่ากันว่าวิ่งพล่านที่จะให้ลดภาษีตัวนี้ ฉะนั้นใครที่รับผิดชอบเรื่องนี้ต้องชั่งน้ำหนักซะแล้ว









