เป้าหมายหลักของธุรกิจเพื่อสังคมก็คือ การทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้นโดยใช้การสร้างและบริหารธุรกิจที่มีความยั่งยืน
เป็นที่ทราบกันดีว่า เป้าหมายหลักของธุรกิจเพื่อสังคมก็คือ การทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้นโดยใช้การสร้างและบริหารธุรกิจที่มีความยั่งยืน สามารถทำกำไรจากธุรกิจได้ เพื่อให้ตัวธุรกิจเองและกำไรที่เกิดขึ้นกลับมาช่วยสังคม แทนการนำความมั่งคั่งจากธุรกิจมาตอบแทนคืนให้เจ้าของธุรกิจแต่เพียงผู้เดียว
ในปัจจุบันมีนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต้องการพัฒนาธุรกิจเพื่อสังคมมากขึ้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าธุรกิจเพื่อสังคมทุกแห่ง จะประสบความสำเร็จทั้งหมดตามวัตถุประสงค์ของผู้ริเริ่มก่อตั้งเสมอไป
แต่ข้อเท็จจริงก็คือ มีธุรกิจเพื่อสังคมจำนวนน้อยมาก ที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านของความยั่งยืนของธุรกิจและในด้านการช่วยเหลือสังคม
เพื่อที่จะค้นหาว่า มีปัจจัยแห่งความสำเร็จประการใดบ้าง ที่จะทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมสามารถดำเนินการได้โดยประสบความสำเร็จ มูลนิธิสโคลล์ (Skoll Foundation) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินการในการเป็นตัวกลางเพื่อสนับสนุนธุรกิจเพื่อสังคมทั่วโลก ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จ
โดยใช้ตัวอย่างจากผู้ที่ได้รับรางวัลยกย่องจากมูลนิธิว่า เป็นธุรกิจเพื่อสังคมประจำปีซึ่งมีการมอบรางวัลดังกล่าวอย่างต่อเนื่องมากว่า 15 ปีแล้ว มีผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมได้รับรางวัลนี้รวมกว่า 100 ราย จาก 90 กว่าธุรกิจทั่วโลก
และได้ค้นพบว่า ธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน ได้ให้ความสนใจต่อปัจจัยแห่งความสำเร็จอย่างน้อย 2 ประการที่เหมือนๆ กันคือ 1.การพยายามเปลี่ยนแปลงตัว “ผู้เล่น” ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และ 2. การนำเทคโนโลยีทันสมัยที่เหมาะสมมาใช้ประกอบในการทำธุรกิจ
การนำปัจจัยทั้ง 2 นี้ มาผนวกในแผนธุรกิจและการกำหนดกลยุทธ์ดำเนินการ จะทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทางธุรกิจและสังคมได้ได้อย่างมีประสิทธิผล
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่จะทำให้เกิดอุปสรรคในการดำเนินการธุรกิจเพื่อสังคม ได้แก่ความไม่สมดุลของอำนาจต่อรองที่เกิดจากตัว “ผู้เล่น” ในระบบเศรษฐกิจ
หากอำนาจต่อรองเบี่ยงเบนมาทางการแสวงหาผลประโยชน์ทางธุรกิจมากกว่าการสร้างผลตอบแทนให้กับสังคม ก็จะทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ตามวัตถุประสงค์
ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมพรมทอมือในประเทศอินเดียซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการใช้แรงงานเด็กอย่างผิดกฏหมายจำนวนมาก และพบว่า “ผู้เล่น” ที่สำคัญในอุตสาหกรรมนี้ได้แก่ เจ้าของธุรกิจ นายหน้าจัดหาแรงงาน และบรรดาร้านค้าย่อยต่างๆ
ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการใช้แรงงานเด็กโดยตรง ทำให้สมดุลนี้เกิดขึ้นอย่างแข็งแรงยากที่จะถูกทำลายไปได้โดยง่าย
ในความพยายามที่จะช่วยเหลือแรงงานเด็ก ได้มีกลุ่มอาสาสมัครเพื่อพยายามเรียกร้องความสนใจผ่านกิจกรรมต่างๆ ทางภาคประชาชนและประชาสังคม แม้กระทั่งการบุกเข้าจู่โจมธุรกิจเพื่อปลดปล่อยแรงงานเด็กให้เป็นอิสระ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาได้อย่างสิ้นเชิง
ผู้ในกลุ่มอาสาสมัครบางส่วน จึงหันมาใช้กลยุทธ์การสร้างธุรกิจเพื่อสังคมขึ้นมาเพื่อใช้แก้ปัญหาการใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมพรมทอมือของอินเดียแทน
และสามารถสร้างความสำเร็จได้โดยการเข้าแทรกแซงสมดุลของกลุ่ม “ผู้เล่น” เดิม ด้วยการเพิ่ม “ผู้เล่น” ใหม่ขึ้นมาเพื่อปรับเปลี่ยนอำนาจต่อรองขึ้นใหม่ ได้แก่ กลุ่มผู้ซื้อหรือลูกค้า
ธุรกิจเพื่อสังคมที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ เน้นไปที่การให้ความรู้ต่อลูกค้าและผู้ซื้อถึงเรื่องการใช้แรงงานเด็ก โดยได้สร้างฉลากพิเศษขึ้น เรียกว่า ฉลาก GoodWeave เมื่อเห็นฉลากนี้ติดอยู่บนพรมผืนใด ลูกค้าหรือผู้บริโภคก็จะมั่นใจได้ว่า พรมชิ้นนี้ไม่ได้ทอขึ้นจากมือของแรงงานเด็กอย่างแน่นอน
ธุรกิจนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากและได้ขยายกิจการออกไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการทำธุรกิจส่งออกไปยังต่างประเทศ
ด้วยการมองเห็นพื้นฐานอย่างง่ายๆ ว่า ลูกค้าหรือผู้ซื้อพรมมักจะเลือกซื้อพรมที่ถูกใจ โดยไม่เคยคำนึงเลยว่า พรมที่ซื้อมานั้นมีที่มาเป็นอย่างไร สมควรที่จะซื้อหรือให้การสนับสนุนหรือไม่
ในแง่ของการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ธุรกิจเพื่อสังคมที่แสวงหาเทคโนโลยีราคาถูก แต่สามารถใช้แก้ไขปัญหาทางสังคมได้โดยมีต้นทุนไม่สูงมาก ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จทางธุรกิจได้เช่นกัน
มีตัวอย่างของนักธุรกิจเพื่อสังคมชาวอัฟริกันที่ชอบเลี้ยงหนูมาตั้งแต่เป็นเด็ก และได้ศึกษาพฤติกรรมต่างๆ ของหนูจนพบว่า สามารถฝึกฝนทักษะเฉพาะบางอย่างให้กับพวกหนูเหล่านี้ได้
ประกอบกับปัญหาเรื่องของกับระเบิดที่มีการฝังไว้ในระหว่างสงครามกลางเมืองที่มักเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ของอัฟริกาเป็นประจำ ทำให้ชาวบ้านทั่วไปตกเป็นเหยื่อของกับระเบิดเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือความพิการของร่างกาย
ต้นทุนและอุปกรณ์ที่ต้องนำมาใช้เก็บกวาดทุ่นระเบิดเหล่านี้จะมีราคาสูงมากจนชาวบ้านไม่สามารถแบกรับภาระนี้ได้ ส่วนการใช้สุนัขดมกลิ่น ก็อาจเป็นอันตรายต่อตัวสุนัขได้เช่นกัน
ผู้ประกอบการรายนี้ จึงเกิดไอเดียที่จะฝึกหนูเพื่อให้ค้นหากับระเบิดที่ฝังไว้ โดยที่ตัวของหนูมีน้ำหนักเบาจนไม่ทำให้เกิดการระเบิดขึ้นได้ จึงเกิดธุรกิจขึ้น เรียกว่า APOPO ให้บริการกำจัดกับระเบิดโดยใช้หนูที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำมากในการเก็บกวาดทุ่นระเบิด
โดยไม่เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น
และมุ่งเน้นไปที่ลูกค้าที่เป็นมูลนิธิ หรือองค์กรเพื่อสังคม ที่ต้องการช่วยบรรเทาทุกข์จากการถูกกับระเบิดของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงโดยอาศัยเทคโนโลยีแบบพื้นๆ ราคาถูก แต่ได้ผลดีจาก APOPO
นอกจากนี้ APOPO ยังได้เพิ่มบริการตรวจหาเชื้อวัณโรค โดยฝึกหนูให้ดมกลิ่นเสมหะของผู้ป่วย และสามารถช่วยวินิจฉัยในเบื้องต้นได้ว่าผู้ป่วยจะมีโอกาสเป็นวัณโรคได้หรือไม่อีกด้วย
กลยุทธ์ในการทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนทั้ง 2 วิธีดังกล่าวนี้ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศ จะได้นำมาเป็นตัวอย่างในการคิดค้นและพัฒนาให้ธุรกิจเพื่อสังคมของตนเองประสบความสำเร็จได้ต่อไป








