การท่องเที่ยวกับ CSR ของบรรษัทไทย

การท่องเที่ยวกับ CSR ของบรรษัทไทย

ทุกวันนี้บริษัทใหญ่ๆ ลุกขึ้นมาแสดง Corporate Social Responsibility (CSR) หรือการดำเนินความรับผิดชอบต่อสังคม

ของกิจการมากขึ้น โดยเข้าไปสร้างกิจกรรมที่สร้างสรรค์สังคม และคืนกำไรให้แก่สังคมมากขึ้น เป็นกิจกรรมที่ไม่แสวงหาหรือเกี่ยวข้องกับการทำกำไร เช่น บ้างก็ไปคืนต้นไม้ให้ป่า บ้างก็ไปพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ไปให้โอกาสทางการศึกษาชุมชนชนบท ไปสร้างฝายทดน้ำ ฯลฯ บริษัทไหนทำ HR แข็งก็จะมีนวัตกรรมด้าน CSR ซึ่งเป็นกิจกรรมที่บุคลากรในองค์กรเข้าร่วมกิจกรรมนอกเหนือจากเวลาทำงานปกติ

ผู้เขียนอยากจะเสนอความเห็นให้บริษัทใหญ่ๆ ใช้ CSR เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยช่วยทำกิจกรรมที่พลิกฟื้นเมืองโดยเลือกเมืองหรือจังหวัดเล็กๆ ที่มีปัญหาด้านรายได้ และการจ้างงาน ข้อเสนอก็คือให้บริษัทใหญ่ไปช่วยพัฒนาเมืองท่องเที่ยว ดูตัวอย่างจากบุรีรัมย์ เชียงราย และน่าน ที่มีอัศวินขี่ม้าขาว เข้ามาช่วยพลิกฟื้นเมืองที่เคยยากจนและโดดเดี่ยว ให้เป็นเมืองที่ผู้คนอยากไปเที่ยว เป็นเมืองในฝัน ในจังหวัดที่กล่าวมา Leadership มีความสำคัญมากที่สุด แม้จะเป็นคนเพียงคนเดียว แต่การฟื้นเมืองก็ต้องอาศัยศักยภาพเดิมของพื้นที่ด้วย

ผู้เขียนอยากจะเสนอให้บริษัทใหญ่พิจารณา 2 จังหวัด ให้ฟื้นมาเป็นเมืองท่องเที่ยวหลัก คือ แม่ฮ่องสอนกับลำปาง ถ้าใครเคยไปแม่ฮ่องสอน จะเห็นว่าแม่ฮ่องสอนไม่เหมือนจังหวัดไหนๆ เลยในประเทศไทย เมื่อไปครั้งแรกผู้เขียนรู้สึกเหมือนไปต่างประเทศ เพราะสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมเป็นแบบไทยใหญ่ เหมือนไปเที่ยวรัฐฉานของพม่า แม่ฮ่องสอนให้ความรู้สึกร่มเย็นเป็นสุข (แบบที่ คสช. อยากได้) เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบเนิบช้า (Slow Tourism) เหมาะกับผู้สูงวัย และเหมาะกับหนุ่มสาวที่สนใจธรรมชาติ วัฒนธรรม และคู่ฮันนีมูน แต่การท่องเที่ยวที่แม่ฮ่องสอนในขณะนี้เหงาหงอยกว่าศักยภาพความดึงดูดใจและกำลังรองรับมาก เพราะปัญหาใหญ่ก็คือการเข้าถึง แต่แม่ฮ่องสอนมีสนามบินที่ Airbus ลงได้ ทุกวันนี้บริษัทกานต์แอร์จัดเครื่องบิน 66 ที่นั่ง ลงวันละ 1 เที่ยว มิหนำซ้ำถนนไปปายก็ยังซ่อมอยู่ (มาซ่อมค้างในฤดูท่องเที่ยวก็ทำได้ คิดดูเถอะ!!) ผลก็คือแม่ฮ่องสอนเหงาไปทั้งเมือง

แม่ฮ่องสอนมีขนาด GPP อยู่ในลำดับบ๊วยของประเทศ มี GPP ต่อหัวเป็นลำดับที่ 76 แต่พึ่งพิงการท่องเที่ยวพอสมควรคือ มูลค่าสาขาโรงแรม และภัตตาคารต่อ GPP จัดอยู่ในลำดับที่ 58

โอกาสของแม่ฮ่องสอนในการผลิตสินค้าด้านอื่นค่อนข้างน้อย เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ด้านอุตสาหกรรมก็มีทั้งปัญหาการเข้าถึง และแรงงาน การท่องเที่ยวแทบจะเป็นโอกาสเดียวของเมืองนี้ แม่ฮ่องสอนมีศักยภาพที่พัฒนาแหล่งน้ำพุร้อน แหล่งTracking อีกมาก ถ้าแก้ปัญหาการเข้าถึงได้ หากเจ้าสัวที่ไปลงทุนโรงแรมที่นั่นสนใจ (ซึ่งรวยขนาดตั้งบริษัทการบินใหม่ และซื้อสัมปทานจากบริษัทเดิมได้) สนใจที่จะไปร่วมมือกับชุมชน ก็จะเกิด CSR แบบ win win แค่เครือข่ายของบริษัทนี้เอาผู้บริหารไปคุยกันที่แม่ฮ่องสอน เศรษฐกิจของเมืองก็จะดีขึ้นอีกมาก หมอกควันในฤดูแล้งก็จะหายไปอีกด้วยเป็น win ที่ 3

อีกเมืองหนึ่งก็น่าจะเป็นลำปาง หนึ่งในเมืองต้องห้ามพลาดของ ททท.ปีนี้ ลำปางมีเซรามิกเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นเสาหลัก แต่เสานี้ก็เริ่มคลอนแคลน เพราะมีจีนเป็นคู่แข่งใหญ่ที่เป็นมหาอำนาจด้านเซรามิกตัวจริง ถึงแม้ผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีผลิตภาพสูงและสตูดิโอแบบสล่าเขลางค์จะยังอยู่ แต่บริษัทขนาดกลาง ขนาดเล็กได้ทยอยออกจากการผลิตไปไม่น้อย ลำปางจึงต้องหากิจกรรมอื่นๆ มาทดแทน เช่น ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์

ลำปางมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูง มีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ แต่มีจุดอ่อนจากเรื่องมลพิษทางอากาศ แม้ว่าจะมีการแก้ไขไปแล้ว ภาพลักษณ์ของลำปางก็ยังไม่ดีในสายตาของนักท่องเที่ยว อีกทั้งภูมิทัศน์เมืองยังไม่งาม แม้จะมีย่านเก่าๆ ที่น่าสนใจ แต่ดูร้อนแห้งแล้ง มีแต่แสงแดดแผดเผา ต้องมีการพัฒนาภูมิทัศน์เมืองมากขึ้น บริษัทที่น่าจะทำ CSR ในลำปางก็คือ กฟผ.หรือจะพ่วง SCG เข้ามาได้ก็ยิ่งดี

ถึงเวลาแล้วที่การพัฒนาท่องเที่ยวจะเลิกการพัฒนาเป็นจุดๆ เฉพาะในแหล่งท่องเที่ยว แต่ต้องทำเป็นภาพรวม โดยเริ่มที่การดูภาพระยะยาว มีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่สร้างร่วมกันกับประชาคมท้องถิ่น แล้วบริษัทมาช่วยทำผังกายภาพของเมือง ที่เน้นอัตลักษณ์และพื้นที่สาธารณะสำหรับการท่องเที่ยว บริษัทใหญ่ๆ มักจะมีฝ่ายวางแผนและกลยุทธ์ที่เข้มแข็ง ลองมาช่วยวางแผนเมืองท่องเที่ยวบ้าง ที่สุพรรณบุรีก็มีการลงทุนด้านท่องเที่ยวมาก แต่เป็นการใช้เงินของรัฐ

ผู้เขียนคิดว่าภาคเอกชนลงทุน โอกาสเห็นผลจะสูงกว่า เพราะธุรกิจเอกชนต้องคิด Business Model และ Plan ให้ทะลุจึงจะลงทุน ตัวอย่างการลงทุนของเอกชนที่ทำให้เมืองมีอัตลักษณ์และน่าท่องเที่ยวนอกจากบุรีรัมย์ ได้แก่ เชียงราย ที่มีศิลปินแห่งชาติ 2 ท่านมาสร้างวัดร่องขุ่น และบ้านดำ ลงแรงลงทุนนำร่องพาเชียงรายให้เจริญเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับหนึ่ง แล้วการลงทุนเชิงธุรกิจของภาคเอกชนก็เริ่มเป็นไปได้ เช่น สิงห์ปาร์ค และไร่ชาฉุยฟง

บริษัทใหญ่ๆ จะสามารถเป็นหุ้นส่วนกับรัฐในการพัฒนาเมืองให้เป็น “เมืองน่าอยู่ เมืองน่าเที่ยว” เพื่อเป็นการคืนกำไรแก่สังคม แน่นอนบริษัทก็จะได้ภาพลักษณ์ ชื่อเสียง ความนับถือจากคนท้องถิ่น อีกทั้งยังได้ผลทางอ้อมทางธุรกิจในระยะยาว แทนที่จะทำ CSR ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง มาลอง Concentrate ให้เห็นผลใน 1 จังหวัดบ้าง ซึ่งการท่องเที่ยวจะเป็นกิจกรรมที่มีผลกระทบสูง เพราะมีนักท่องเที่ยวไปเยือนจากทั่วประเทศ บริษัทอาจตั้งงบทุกปีๆ ละ 20 ล้าน (ซึ่งนับว่าจิ๊บจ๊อยเมื่อเทียบกับงบประชาสัมพันธ์สำหรับบริษัทใหญ่) ไป 10 ปี เฉพาะปีแรกใช้ในการวางแผนประมาณ 5 ล้านบาท ก็น่าจะพอ แต่หลังจากนั้นก็ตั้งงบประมาณปีละ 20 ล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาจริงตามแผนที่วางไว้ ค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ แค่ 5 ปีก็คงจะเริ่มเห็นผลแล้ว จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาค่ะ

ขอถือโอกาสนี้ อาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยโปรดคุ้มครองผู้อ่านให้มั่งมีศรีสุข มีสุขภาพแข็งแรง และปลอดภัยตลอดปี 2559 ทุกท่านนะคะ

ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมประชุมเรื่อง “โฉมหน้าใหม่ของการท่องเที่ยว: สมาร์ท ทูริสต์” ในวันจันทร์ที่ 11 มกราคม 2559 ณ โรงแรมมณเฑียร ถ.สุรวงศ์ กรุงเทพฯ โดยสามารถลงทะเบียนสำรองที่นั่งฟรีได้ทาง e-mail: [email protected]