“โรดไซด์ สเตชั่น” อาจจะละลายงบ 148 ล้าน

“โรดไซด์ สเตชั่น” อาจจะละลายงบ 148 ล้าน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บรรเจิดกับแนวคิดที่จะทำโรดไซด์ สเตชั่น (roadside station)

 จุดพักริมทางของนักท่องเที่ยว โครงการนี้เป็นการรับลูกจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ที่ต้องการกระตุ้นการท่องเที่ยวไปพร้อมๆ กับการสร้างรายได้ให้ชุมชนจากการขายผลิตภัณฑ์โอท็อป

โจทย์เช่นว่านี้เลยนำไปสู่การคิดแบบง่ายๆ ที่จะตั้งโรดไซด์ สเตชั่น ขึ้นมา โดยระยะแรกเรียกว่าเป็น “มินิโรดไซด์ สเตชั่น” หรือเรียกให้ถูกคือจะตั้งร้านเล็กๆ ขนาด 15 ตารางเมตร ขึ้นตามปั๊มน้ำมัน ปตท. ได้รับอนุมัติงบกลางมาแล้ว คาดว่าจะตั้ง 148 แห่งๆ ละ 1 ล้านบาท รวม 148 ล้านบาท กะว่าให้เสร็จต้นปีหน้า เพราะต้องรีบใช้งบประมาณที่ผูกพันเอาไว้

ไม่ต้องพลิกตำราใดๆ ก็บอกได้ว่างานนี้งบประมาณ 148 ล้านบาท จะจบลงที่ความล้มเหลวเหมือนที่ผ่านๆ มากับความพยายามตั้งศูนย์โอท็อปบนเส้นทางหลวงสายต่างๆ ตั้งแต่ครั้งที่เริ่มต้นบูมผลิตภัณฑ์โอท็อปกันใหม่ๆ เดี๋ยวนี้อาคารโอท็อปทั้งหลายทิ้งร้างกันหมด ไม่รู้ละลายงบประมาณไปเท่าไรกับโครงการก่อสร้างเหล่านี้ เพราะหน่วยงานรัฐคิดอะไรไม่เป็นนอกจากการก่อสร้าง สร้างกันจนมากมายโดยไม่ตระหนักว่าปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน

การส่งเสริมสินค้าโอท็อป ไม่ใช่อยู่ที่การสร้างร้านให้ขาย แต่อยู่ที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้คนอยากซื้อ ไม่ต้องพยายามจะสร้างร้านกันใหม่เพราะร้านตามปั๊มน้ำมัน ร้านขายของฝากขนาดใหญ่ๆ ริมทางหลวงทั้งหลาย ต่างก็เอาสินค้าโอท็อปไปวางขายมากมาย ขายกันแบบลุ่มๆ ดอนๆ ร้านขายของฝากเอกชนหลายแห่งยังย่ำแย่ ทั้งที่ให้สินน้ำใจกับรถทัวร์ให้พาลูกค้าเข้าร้านก็ยังแทบจะไม่รอด เพราะนอกจากจะแข่งกันด้วยจำนวนแล้ว หลายแห่งดูไม่น่าสนใจ ขาดการปรับปรุงทั้งสินค้าที่ขาย สถานที่และอื่นๆ จนลูกค้าไม่อยากแวะ

การที่หน่วยงานรัฐจะมาตั้งร้านขายสินค้าโอท็อปกันอีกในปั๊มน้ำมัน แม้จะพยายามเรียกให้สวยหรูว่า มินิโรดไซด์ สเตชั่นจึงเป็นความคิดที่สุดแสนจะโบราณ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ควรจะทำ ยังไม่นับว่าตั้งแล้วจะบริหารจัดการอย่างไร แค่คิดว่าจะให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ช่วยกันดูแลการบริหารจัดการก็เห็นเค้าลางความไปไม่รอด มีธุรกิจอะไรที่รัฐบาลทำแข่งกับเอกชนแล้วไปรอดบ้างในประเทศนี้

ตัวอย่าง โรดไซด์ สเตชั่น หรือ Michi no Eki ซึ่งมีมากกว่า 1,000 แห่งทั่วญี่ปุ่นนั้น มีพื้นที่กว้างขวาง ไม่ใช่ร้าน 15 ตารางเมตรอย่างที่คิดจะทำ เป็นพื้นที่พักคนพักรถตลอด 24 ชั่วโมง ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือทุกอย่างถูกสร้างด้วยการใส่แนวคิด และอัตลักษณ์ลงไปจนกลายเป็นที่ท่องเที่ยว ถึงกับมีการจัดอันดับ Michi no Eki ประเภทท็อปเท็นที่นักท่องเที่ยวห้ามพลาด บางแห่งสร้างให้อยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้หรือทุ่งนาใหญ่โต ดึงดูดให้คนไปเที่ยวและแวะพัก

บางแห่งสร้างเป็นอาคารโบราณที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น ภายในอาคารจัดทำพิพิธภัณฑ์เพื่อให้นักเดินทางรู้ความเป็นมาของพื้นที่ พร้อมๆ กับการให้ข่าวสาร และการซื้อผลิตภัณฑ์จากชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของท้องถิ่นทั้งยังมีกิจกรรมสาธิตการผลิตสินค้า เชื้อเชิญให้นักเดินทางได้ลองทำดูด้วย บางแห่งทำเป็นตลาดขนาดใหญ่ขายอาหารทะเลทั้งสดและแห้ง เพราะท้องถิ่นติดทะเล นักท่องเที่ยวมาเข้าแถวซื้อกันตั้งแต่ตลาดยังไม่เปิด

การทำโรดไซด์ สเตชั่น ของญี่ปุ่นจึงไม่ใช่สักแต่จะทำ เขาคิดอย่างตกผลึก และมี จุดขายซึ่งก็คือประสบการณ์แห่งท้องถิ่น” จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมจึงได้ผล เป็นที่นิยมของนักเดินทาง หันกลับมาดูโรดไซด์ สเตชั่นขนาดใหญ่บนมอร์เตอร์เวย์บ้านเราก็จะเห็นว่าห่างไกลกันลิบ กลับกลายเป็นโรดไซด์ สเตชั่นที่ไม่มีอะไรดึงดูดให้หยุดพักหากไม่ปวดห้องน้ำจริงๆ

โรดไซด์ สเตชั่น อย่างที่ ททท.คิดจึงไม่ใช่คำตอบ วันนี้เรามีร้านขายสินค้าโอท็อปมากเกินไปแล้วด้วยซ้ำ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาอะไรให้ชาวบ้านได้ กรมการพัฒนาชุมชนเจ้าของงานก็ถนัดแต่หาที่ขาย หรือไม่ก็จัดงานแฟร์ตามห้างโดยให้ออร์แกนไนเซอร์มารับเหมาช่วงไปจัด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ควรจะเป็นหัวใจจึงไม่ไปถึงไหน ทุกๆ ปีละลายงบไปกับเรื่องการจัดงานหาสถานที่ขายของซึ่งก็ขายของซ้ำๆ จนคนซื้อเบื่อ

เลิกละลายเงินไปกับการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ และการดูงานแบบขาดความเข้าใจกันเสียที ยิ่งตามข่าวบอกว่าในอนาคตจะขยายจากร้านในปั๊มเป็นโรดไซด์ สเตชั่นขนาดใหญ่ ก็ยิ่งหนาว เพราะหลายแห่งของเอกชนยังทำท่าจะไปไม่รอด จะต้องละลายงบกันอีกเท่าไรนอกจาก 148 ล้านบาทนี้ ถึงจะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหูตาสว่างกันเสียที

----------------------

รศ.วิทยา ด่านธำรงกูล

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์