วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ฝ่าแรงขับสำคัญ สู่การเปลี่ยนแปลง

นิยามและความหมายของนวัตกรรม มีคำอธิบายที่มากหลากหลาย ทั้งประเด็นที่เหมือนและที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นกับว่าจะมองในภาพกว้างหรือภาพแคบ

ถ้าเราได้ศึกษาค้นคว้า หรือแม้แต่นั่งเสวนากับผู้คนในสาขาอาชีพต่างๆ ถึงนิยามและความหมายของนวัตกรรม เชื่อว่าคงจะมีคำอธิบายที่มากหลากหลาย มีทั้งประเด็นที่เหมือนและที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นกับว่าจะมองในภาพกว้างหรือภาพแคบ มองจากหน้าที่การงาน และประสบการณ์ความเกี่ยวพันกับนวัตกรรม อาทิ มองในมุมผู้บริโภคก็แบบหนึ่ง มองในมุมนักอุตสาหกรรมก็แบบหนึ่ง หรือมองในมุมนักลงทุนก็แบบหนึ่ง เป็นต้น แต่ในทางวิชาการมักจะอธิบายในเชิงหลักการหรือแนวคิด ขอยกมาให้พิจารณาสักสองคน ดังนี้

 ทอมัสฮิวช์ (Thomas Hughes) ได้ให้ความหมายของ“นวัตกรรม” ว่าเป็นการนำวิธีการใหม่ๆมาปฏิบัติหลังจากได้ผ่านการทดลองหรือได้รับการพัฒนามาเป็นขั้นๆแล้วเริ่มตั้งแต่การคิดค้น (Invention) การพัฒนา (Development) ซึ่งอาจจะเป็นไปในรูปของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project) แล้วจึงนำไปปฏิบัติจริงซึ่งมีความแตกต่างไปจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมามอร์ตัน (Morton,J.A.) ให้ความหมาย“นวัตกรรม” ว่าเป็นการทำให้ใหม่ขึ้นอีกครั้ง (Renewal) ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงสิ่งเก่าและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรตลอดจนหน่วยงานหรือองค์การนั้นๆนวัตกรรมไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไปแต่เป็นการปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนา

 ยังมีอีกมากมายหลากหลายคำนิยาม แต่สิ่งที่อยากให้ทุกคนตระหนักก็คือ แม้ว่าจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมจะมาจากความคิดใหม่ ความคิดที่ไม่เหมือนใคร หรือความคิดที่ยังไม่มีใครคิดมาก่อนก็ตาม แต่ถ้าไม่สามารถนำความคิดนั้นมาสร้างให้เกิดคุณค่าและใช้การได้จริง ย่อมไม่เกิดผลใดๆ

 Longdon Morris ผู้แต่งหนังสือ The innovation master plan อธิบายเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดนวัตกรรม นั่นคือแรงขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (the driving forces of change) เป็นแรงผลักสำคัญ ที่ถ้าผู้บริหารหรือผู้ประกอบการไม่ตระหนัก ก็อาจจะทำให้ธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดได้ในกระแสการแข่งขันทางธุรกิจ แต่ถ้าปรับตัวเปลี่ยนแปลงและก้าวข้ามไปได้ด้วยวิทยาการความก้าวหน้าใหม่ๆ ย่อมได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ประกอบด้วย

 แรงขับเคลื่อนที่ 1Commoditization เมื่อ Wal-Mart ขึ้นแซง Sears สู่บัลลังก์แชมป์ค้าปลีกหมายเลขหนึ่ง ด้วยการกระโดดข้ามแรงขับเคลื่อนสำคัญนี้ ด้วยการยกระดับสมรรถนะสำคัญ 3 อย่างคือ ต้นทุนสินค้าขาย ต้นทุนการกระจายสินค้า และการตั้งราคา

 แรงขับเคลื่อนที่ 2the digital revolution ในปี 1992CEO16 คนของบริษัทชั้นนำใน Fortune 500 ต้องออกจากตำแหน่งผู้นำสูงสุดขององค์กร อันเนื่องมาจากไม่สามารถนำพาองค์กรของตนเองก้าวทันกระแสดิจิตอล

 แรงขับเคลื่อนที่ 3 Social mediaization throughout society สื่อสังคมออนไลน์เฟื่องฟู ทุกคนสามารถจะเชื่อมโยง เข้าถึง และแลกเปลี่ยนทั้งข้อมูลและความคิดเห็นได้ในทันที ทุกที่ ทุกเวลา จนเป็นช่องทางใหม่ที่เข้ามาแทนสื่อกระแสหลัก

 แรงขับเคลื่อนที่ 4globalization เมื่อโลกไร้พรมแดน ไม่มีอะไรที่จะขวางกั้นการค้า การแข่งขัน การเดินทาง การขนส่งที่เป็นพลวัตร แม้ว่าในโลกความเป็นจริงจะมีขอบเขตภูมิประเทศขวางกั้น แต่ในโลกเสมือนกลับไม่มี

 แรงขับเคลื่อนที่ 5 the turbulent world โลกแห่งความวุ่นวาย โดยเฉพาะในทางศาสนา วัฒนธรรม สังคม และการเมือง มีการชุมนุมประท้วง ต่อสู้เรียกร้อง และมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายมากมาย ไม่เพียงการต่อสู้ในพื้นที่จริง หากแต่เข้าไปสู่การทำสงครามในโลกเสมือน (Cyber war) 

 แรงขับเคลื่อนที่ 6 acceleration จากทั้ง 5 แรงขับเคลื่อนดังกล่าว จะพบว่าในสถานที่หนึ่งมีแรงขับหลายมิติเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ทำให้องค์กรต่างๆต้องรีบปรับตัวอย่างขนานใหญ่ เรียนรู้เครื่องมือและระบบบริหารงานแบบใหม่ๆ และนำมาใช้ให้ทันท่วงที

 

จากเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าว การจำแนกประเภทของนวัตกรรม จะช่วยให้เรารู้ว่าจะต้องทำอะไรกับสิ่งใดได้บ้าง ดังนี้

 Breakthrough innovations นวัตกรรมแบบก้าวกระโดด หรือเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ ไม่เพียงแค่ระดับองค์กร แต่อาจเปลี่ยนแปลงทั้งอุตสาหกรรม เช่น การเปลี่ยนแปลงจากยุคอนาล็อกสู่ยุคดิจิตอล การเปลี่ยนแปลงจากโลหะเป็นพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ การเปลี่ยนจาก hard drive เป็น solid state device (flash drive)

Incremental innovations นวัตกรรมส่วนเพิ่มเติมในองค์ประกอบย่อย โดยไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่แบบพลิกโฉม แต่ก็ยังให้ผลที่เด่นชัด มากกว่าการปรับปรุงสมรรถนะทั่วไป เช่น เครื่องยนต์ระบบคาร์บูเรเตอร์ มาเป็นหัวฉีด ทำให้เกิดการสันดาบในรูปแบบใหม่ๆที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบเบรกรถยนต์จากดัมเบรก เป็นดิสก์เบรค

New venture innovations การลงทุนทางธุรกิจในรูปแบบใหม่ๆ เช่น Venture capital หรือ Cloud funding ทำให้มีการระดมทุนทางธุรกิจได้หลากหลาย

New business models รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ หรือการหารายได้ด้วยวิธีการใหม่ๆ เช่น ร้านขายสินค้าราคาเดียวทั้งร้าน (Single price store) ร้านอาหารแบบเหมาจ่ายรายหัว (buffet)

 นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ที่อธิบายถึงกระบวนการและขั้นตอนในการสร้างนวัตกรรมขององค์กร ตั้งแต่การระดมความคิดใหม่ๆ การคัดกรอง การสนับสนุนให้ความคิดไปสู่การทดลองปฏิบัติ จนเกิดเป็นนวัตกรรมได้ในที่สุด