ต้องยอมรับว่าวิกฤติศรัทธา ที่มีต่อรัฐบาลกับ คสช.ได้เกิดขึ้นแล้ว
ทั้งอย่างจงใจและไม่จงใจ จากปัญหาของโครงการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์
ที่ว่า “จงใจ” ก็คือการสร้างกระแสจากกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ว่ามีการทุจริตระหว่างกระบวนการจัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ เป็นการสร้างกระแสในท่วงทำนองของการดิสเครดิตทางการเมือง กระแสลักษณะนี้แก้ไขยาก เพราะไม่ว่าผู้เกี่ยวข้องจะชี้แจงอย่างไรก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น เนื่องจากคนสร้างกระแสตั้งธงเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่างานนี้มีการทุจริต
ส่วนที่ว่า “ไม่จงใจ” ก็คือ การจัดสร้างที่ถูกมองว่าไม่โปร่งใส มีการหักหิวคิวในขั้นตอนการจัดจ้าง เพื่อหล่อพระบรมรูปพระราชานุสาวรีย์บูรพกษัตริย์ 7 พระองค์นั้น ข้อมูลสำคัญมาจาก “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ในฐานะอดีตผบ.ทบ.เองที่ดันไปให้สัมภาษณ์ทำนองว่ามีการหักหัวคิวเกิดขึ้นจริง แต่ได้แก้ปัญหาจนเรียบร้อย บริสุทธิ์ผุดผ่องไปแล้ว
ขณะที่การแถลงผลการตรวจสอบของ ผบ.ทบ. “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ก็ไปการันตีเฉพาะในส่วนของกองทัพว่าไม่มีการทุจริต ส่วนการหักหัวคิวโยนให้ พล.อ.อุดมเดช ชี้แจง หนำซ้ำยังพูดทำนองว่า “มูลนิธิราชภักดิ์” ที่ พล.อ.อุดมเดช เป็นประธาน เป็นคนละส่วนกับกองทัพบกในฐานะเจ้าของที่ดินที่ใช้จัดสร้างอุทยานราชภักดิ์ และจะเป็นผู้รับไม้ต่อดูแลอุทยานฯต่อไป
การชี้แจงของ ผบ.ทบ.ในลักษณะ “การันตีเฉพาะส่วน” ทำให้ประชาชนที่รอฟังค่อนข้างผิดหวัง เพราะความไม่โปร่งใสถูกมองว่ามีจริง เนื่องจากหลุดจากปากของ พล.อ.อุดมเดช เอง
เหตุนี้จึงทำให้วิกฤติศรัทธาเกิดขึ้น เพราะแม้แต่ “กองเชียร์ คสช.” ก็ยังรับไม่ได้กับคำชี้แจงในท่วงทำนองปัดให้พ้นตัว (กองทัพ) ส่วนข้อเท็จจริงที่คลุมเครือก็โยนให้ไปถามคนพูดเอาเอง ทั้งๆ ที่ท่านน่าจะแสวงหาข้อเท็จจริงแทนประชาชน ในฐานะที่รับผิดชอบตำแหน่งสำคัญของบ้านเมือง และมีส่วนโดยตรงกับอุทยานราชภักดิ์
หลังจากนี้ พล.อ.อุดมเดช ย่อมปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องชี้แจงต่อสาธารณะอีกรอบ และเนื้อหาที่เตรียมชี้แจง เท่าที่แกะรอยมาได้...ก็จะอธิบายทำนองว่า คำชี้แจงรอบแรกที่อ้างเรื่อง “หัวคิว” นั้นเป็นการพูดที่ไม่ชัดเจน ทำให้เข้าใจผิด เรื่องของเรื่องก็คือ “เซียนพระคนดัง” เสนอตัวช่วยงานกองทัพในกระบวนการจัดจ้างโรงหล่อ เพื่อหล่อพระบรมรูปฯ โดยเสนอราคามาเสร็จสรรพ มีโรงหล่อเพียง 7 แห่งในประเทศนี้ที่ทำงานระดับนี้ได้ ทำให้ราคาสูง
“เซียนพระคนดัง” จะแอบอ้างใครหรือไม่ ไม่มีใครทราบ แต่ทางผู้ประกอบการโรงหล่อได้มีการจ่ายผลประโยชน์บางส่วนให้กับ “เซียนพระคนดัง” ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของคนในวงการนี้ (จริงๆ แล้วก็แทบทุกวงการในบ้านเรา) เหมือนกับเวลามีคนหางานมาให้ เราก็ต้องแบ่งผลประโยชน์ส่วนหนึ่งให้คนที่หางานมา ทำนองเป็นสินน้ำใจ แต่ถ้ามองจากฝั่งคนที่หางานมา หรือมองในมุมคนนอก ก็เรียก “หักหิวคิว”
เมื่อเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น กองทัพในยุค พล.อ.อุดมเดช ทราบเรื่อง จึงไปเจรจาทั้งกับ “เซียนพระคนดัง” และบรรดาผู้ประกอบการโรงหล่อ ทำนองว่าไม่อยากให้โครงการมีเรื่องด่างพร้อย สุดท้ายก็ให้นำเงินที่จ่ายหัวคิวกันนั้น เปลี่ยนเป็นเงินบริจาคเข้าโครงการอุทยานราชภักดิ์เสียเลย
เนื้อหาที่ฝ่าย พล.อ.อุดมเดช เตรียมจะชี้แจงและอ้างว่าเป็น “ข้อเท็จจริง” ก็จะเป็นไปในลักษณะนี้ ส่วนสังคมจะเชื่อหรือไม่เชื่อ กองเชียร์จะพึงพอใจหรือไม่กับคำชี้แจง ก็ต้องรอดูผลหลังการแถลงกันอีกที
และคราวนี้ก็จะเป็นตัวชี้วัดว่า รัฐบาล กับ คสช.กำลังเดินสู่วิกฤติศรัทธาของจริง หรือเป็นเพียงแค่กระแสที่สร้างขึ้น โดยตัวแปรสำคัญอยู่ที่บรรดากองเชียร์ของรัฐบาลว่าจะทำใจเชื่อคำชี้แจงที่ว่านั้นหรือไม่
ถ้าไม่เชื่อ...ก็ต้องบอกว่านับจากนี้ทั้งรัฐบาล และ คสช.จะเผชิญกับบททดสอบสำคัญ โดยห้วงเวลาของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์จะหมดลงอย่างสมบูรณ์
น่าแปลกไหมหากเราย้อนดูต้นกำเนิดของรัฐบาลทุกรัฐบาล มักจะได้รับการตอบรับและเป็นความหวังก็เฉพาะในช่วง 3-4 เดือนแรก หรืออย่างมากก็ 1 ปีแรก แต่พอหลังจากนั้นก็เข้าสู่วังวนเดิม คือ ถูกตั้งคำถามเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน หรือไม่ก็ออกนโยบายแบบมีผลประโยชน์ทับซ้อนจนถูกสังคมจับได้ไล่ทัน กระทั่งนำมาสู่การ “นับถอยหลัง” ของรัฐบาลในที่สุด
รัฐบาลทหารที่มาจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจ ก็ดูจะประสบชะตากรรมไม่ต่างกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลของนักการเมือง
วังวนแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร... จันทร์หน้ามาคุยกันต่อครับ









