วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หากคลื่นลมในทะเลจีนใต้ไม่สงบ เส้นทางสายไหมทางทะเลก็ไม่เกิด!

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมไปร่วมประชุม China-Asean Expo ที่หนานหนิง เมืองหลวงของมณฑลก่วงซี

 ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนในเวทีสื่อมวลชนว่าด้วยข้อเสนอ “เส้นทางสายไหมทางทะเล” หรือ 21st Century Maritime Silk Road (MSR) ของจีนที่คึกคักอย่างยิ่ง

รัฐบาลกลางจีนวางหนานหนิงเป็นศูนย์กลางความสัมพันธ์ของจีนกับอาเซียน เพราะจุดที่ตั้งภูมิศาสตร์และความหลากหลายของผู้คนที่นี่ ทั้งยังมีชายแดนติดเวียดนาม และไปมาหาสู่กับประเทศทางใต้ได้สะดวก อีกทั้งมีสถาบันการศึกษาที่สอนวิชาภาษาอาเซียน (รวมทั้งภาษาไทย) หลายแห่ง เป็น gateway ระหว่างจีนกับอาเซียนได้อย่างเหมาะเจาะ

แม้จะจัดงาน China-Asean Expo มาสิบปี แต่ปีที่ 11 ครั้งนี้ระหว่าง 16-26 ก.ย.ที่ผ่านมา ครั้งนี้มีจุดผลักดันเรื่อง “เส้นทางสายไหมทางทะเล” อย่างออกหน้าออกตา ทุกกิจกรรม (ทั้งหมดมี 27 กิจกรรม) ล้วนแล้วแต่ตอกย้ำถึงความสำคัญของความริเริ่มของจีนที่จะสร้าง One Belt, One Road อันหมายถึงการทำให้เส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะล เป็นแนวพัฒนาเศรษฐกิจร่วมระหว่างจีนกับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก

รองนายกฯคนสำคัญจาง กาวลี่ เปิดงานด้วยคำปราศรัยยาวเหยียด ที่ยืนยันว่านโยบายนี้ของจีนจะเป็นการทำให้เกิดความร่วมมือ win-win ที่ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์ และจีนจะทำอย่างเปิดเผยโปร่งใส และให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมกันอย่างกว้างขวาง

วงสนทนาที่ผมไปร่วมเป็นของสื่อมวลชนในเอเชียที่เรียกว่า Asia Media Forum ซึ่งแลกเปลี่ยนความเห็นกันค่อนข้างตรงไปตรงมา

คนที่พูด หากมาจากจีนเองก็จะเชียร์โครงการนี้อย่างออกหน้า ย้ำถึงประโยชน์และอนาคตอันรุ่งเรือง หากได้สร้างเส้นทางสายไหมยุคศตวรรษที่ 21 นี้ร่วมกัน

แต่นักวิเคราะห์จากหลายประเทศตั้งประเด็นที่ผู้นำจีนควรจะต้องใส่ใจเป็นพิเศษ นั่นคือหากปักกิ่งไม่แก้ปัญหาความขัดแย้ง กับอาเซียนหลายประเทศในทะเลจีนใต้อย่างเป็นรูปธรรม ก็อย่าได้หวังว่าเส้นทางสายไหมยุคใหม่จะเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่นมากนัก

อาเซียนอาจแบ่งเป็นสองสามกลุ่ม ต่อข้อเสนอเส้นทางสายไหมทางทะเล

กลุ่มสนับสนุนเปิดเผยคงมีกัมพูชาและไทย เพราะไม่มีอะไรขัดแย้งกับจีนมากนัก

กลุ่มที่สนับสนุนแต่มีความสงสัยคลางแคลงถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริง และมีความกลัวว่าปักกิ่งกำลังเดินหน้ายุทธศาสตร์ ปรับระเบียบโลกใหม่ที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง กลุ่มนี้มีสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซียและบรูไน

กลุ่มต่อต้านอย่างออกหน้าออกตา ก็คือประเทศที่มีความขัดแย้งกับจีนในทะเลจีนใต้ นั่นคือเวียดนามและฟิลิปปินส์

ถึงวันนี้ การเจรจาหาทางออกเรื่องทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับอาเซียน ก็ยังไม่ได้สรุปออกมาเป็นสูตรที่ชัดเจน แม้จะมีการประชุมว่าด้วย Code of Conduct หรือ “หลักปฏิบัติร่วมกัน” ระหว่างจีนกับอาเซียนในเรื่องนี้มาหลายรอบ และมีการแถลงข่าวรับปากรับคำจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่าจะต้องเดินหน้าสร้างกติกามารยาทเพื่อป้องกันศึกสงครามในทะเลให้จงได้

นักวิเคราะห์ในเวทีวันนั้นบางคนบอกว่า จีนจะต้องเดินเรื่องความร่วมมือเรื่องนี้ในระดับพหุภาคี ไม่ใช่เพียงแค่ทวิภาคีเท่านั้น

นั่นหมายความว่าจีนต้องพร้อมจะเจรจาหาทางออกกับหลาย ๆ ประเทศที่มีปัญหากับจีนเหมือนกัน ต้องไม่ “แบ่งแยกและปกครอง” และไม่ยุแหย่สมาชิกอาเซียนบางประเทศ ให้ตีตนออกห่างจากเพื่อนอาเซียน ที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับปักกิ่งนัก

จีนยืนยันว่าไม่เคยต้องการจะเป็นมหาอำนาจที่คุกคามประเทศอื่น และข้อเสนอเส้นทางสายไหมยุคใหม่ ก็เป็นการร่วมมือกันสร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน แต่ที่มีปัญหาในทะเลจีนใต้ ก็เพราะมีประเทศนอกภูมิภาคมายุแยงตะแคงรั่วให้เกิดความบาดหมางกันมากกว่า

ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าจีนหมายถึงอเมริกาและญี่ปุ่นที่อาเซียนหลายประเทศถือว่าเป็นมิตรมากกว่าจีนในหลาย ๆ กรณี

ไปจีนครั้งนี้ได้ยินอะไรชัด ๆ หลายเรื่อง และพอจะเห็นว่าหากจีนไม่แก้ปัญหาทะเลจีนใต้ ก็คงไม่อาจผลักดันให้เส้นทางสายไหมทางทะเลเกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง

เพราะสองเส้นทางเป็น“คนละเรื่องเดียวกัน”อย่างปฏิเสธไม่ได้เลย