วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โจทย์ใหญ่ระยะยาว

การจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายภาครัฐ

 เพื่อให้มีการไหลเวียนของเงิน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น อย่างโครงการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ที่จะมีผลบังคับใช้วันที่ 19 ตุลาคมนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา ในอันที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ และช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย รวมถึงผู้มีรายได้ปานกลางให้มีที่อยู่อาศัยนั้น เป็นหนึ่งในมาตรการที่สมควรจัดทำเป็นระยะ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง ในท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกอันซบเซาเกินคาด

แม้แนวโน้มของสหรัฐที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้ ดูมีความเป็นไปได้ลดน้อยลงไป หลังจากมีรายงานตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ว่ายอดค้าปลีกเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นเพียง 0.1% จากเดือนก่อน ส่วนราคาผู้ผลิตลดลง 0.5% อันนับเป็นตัวเลขที่ลดลงมากที่สุดในช่วง 8 เดือนนั้น แนวโน้มของการชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจเป็นที่ยินดีของหลายฝ่าย เพราะมองว่าเงินทุนจะไม่ไหลกลับไปยังสหรัฐมากนัก ประกอบกับภาพรวมของโลกอาจยังไม่พร้อมรับมือการขึ้นดอกเบี้ย แต่สัญญาณที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่แข็งแกร่งในทุกภาคส่วน ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเช่นกัน ความที่สหรัฐมีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

เมื่อมองเศรษฐกิจรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกคือจีน ก็รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไม่ดีนักเช่นกัน ล่าสุดคือดัชนีราคาผู้ผลิตเดือนกันยายนที่ลดลง 5.9% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นการลดลงเดือนที่ 43 ติดกัน อันสะท้อนอุปสงค์การลงทุนในประเทศที่ซบเซา และต้นสัปดาห์หน้าจีนจะรายงานผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไตรมาส 3 ซึ่งหลายคนคาดว่าน่าจะต่ำกว่า 7% แนวโน้มการเติบโตที่ไม่ดี ทำให้คาดว่ารัฐบาลจีนจะเดินหน้าออกมาตรการกระตุ้นทางการคลังและผ่อนคลายการเงินอย่างต่อเนื่อง

ในเมื่อเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกอยู่ในสภาพที่ยืนได้อย่างไม่แข็งแกร่งมากนัก แน่นอนว่าประเทศอื่นๆ ต่างได้รับผลกระทบไปทั่ว และพากันผ่อนคลายนโยบายไล่ตั้งแต่อินเดีย ไต้หวัน ไปจนถึงนอร์เวย์ รวมถึงเพื่อนบ้านไทยอย่างสิงคโปร์ก็เพิ่งผ่อนคลายนโยบายการเงินเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้ ด้วยการเดินหน้านโยบายของการกำหนดแบนด์หรือช่วงเคลื่อนไหวของค่าเงินในระดับปานกลางและแข็งค่าขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่การแข็งค่าจะลดลงเล็กน้อย

การเคลื่อนไหวของสิงคโปร์ ก็เพื่อรับมือกับอุปสงค์อันซบเซาในโลก ซึ่งทำให้การส่งออกลดลงและเศรษฐกิจสิงคโปร์ขยายตัวเพียง 0.1% ช่วงไตรมาส 3 จากไตรมาส 2 ซึ่งนับว่ารอดพ้นภาวะถดถอยไปได้อย่างฉิวเฉียด หลังจากเศรษฐกิจติดลบไปแล้ว 2.5% เมื่อไตรมาส 2 ด้านเกาหลีใต้ได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจเป็นครั้งที่ 4 ของปีนี้เหลือ 2.7% จากคาดการณ์เดือนก.ค.ที่ 2.8% และจากคาดการณ์เมื่อต้นปีที่ 3.9%

การเคลื่อนไหวเพื่อรับมือการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงประเทศคู่ค้าต่างๆ ของไทยที่ขยายตัวในระดับไม่ดีนัก จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในท่ามกลางปมแห่งความไม่แน่นอนอันเห็นชัดว่ารออยู่ข้างหน้า ได้แก่ การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ และการปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจจีน ดังนั้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปข้างหน้า พร้อมกับการปรับปรุงจุดบกพร่อง และความพยายามเพิ่มขีดแข่งขัน รวมไปถึงการหาช่องทางใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโต จึงเป็นงานหนักที่ต้องลงแรงกันในระยะยาว