วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Next Crisis

ในปัจจุบัน คำถามที่พบเสมอคือ เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรต่อไป ? จะเกิดวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง 2” หรือไม่ ?

คำถามนี้มีคำตอบมากมาย แล้วแต่ว่า “ถามใคร” นักเศรษฐศาสตร์มองอย่าง ชาวบ้านมองอีกอย่าง ธุรกิจหมื่นล้านเห็นอย่าง ร้านค้าห้องแถวก็เห็นอีกอย่าง ธนาคารคิดอย่าง SME ที่กู้แบ็งค์ก็คิดอีกอย่าง ฯลฯ

ใครถูก ? วันนี้ไม่รู้ แต่อนาคตจะได้รู้ เพราะวิกฤติคือเหตุการณ์ที่รู้ได้เมื่อเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น มันคือ Black Swan แบบหนึ่ง ถ้าทุกคนรู้ล่วงหน้า มันจะไม่เกิด เพราะมีการระวังป้องกัน แต่ที่มันเกิด ก็เพราะทุกคนไม่เชื่อว่ามันจะเกิด จึงไม่ได้เตรียมพร้อมเอาไว้

วิกฤติจะเกิดขึ้นในยามที่คนส่วนใหญ่คิดว่า มันไม่มีทางเกิด !

ลองย้อนดูวิกฤติต้มยำกุ้ง 97 วิกฤติหนี้รัสเซีย 98 ฟองสบู่ดอทคอมแตกปี 2000 วิกฤติซับไพร์ม 2006 และวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ 2008 ฯลฯ มีคนมากน้อยแค่ไหนที่คิดว่ามันจะเกิด ? ยิ่งคนจำนวนมากเชื่อว่ามันไม่เกิด วิกฤตินั้นยิ่งสร้างความเสียหายร้ายแรง

แล้วโหราศาสตร์มองอย่างไร ? ในฐานะศาสตร์ที่ Out-of-box Thinking และผ่านการสืบทอดพัฒนากว่า 7,000 ปี โหราศาสตร์ก็มีมุมของตัวเอง ด้วยการมองจาก “เหตุ” ที่ใหญ่มากๆ (ดวงดาวในระบบสุริยะ) ไปหา “ผล” ที่เล็กกว่านับล้านเท่า (เรื่องราวบนโลก)

เมื่อพลังงานของดวงดาวขัดแย้งและสะสมต่อเนื่อง มันก็จะระเบิดออก ปลดปล่อยพลัง-เกิดการเปลี่ยนแปลง-นำไปสู่สมดุลใหม่ ซึ่งส่งผลต่อเหตุการณ์ต่างๆ บนโลก มันอาจเป็น “วิกฤติ” ในสายตามนุษย์ แต่ไม่ใช่วิกฤติในมุมโหราศาสตร์ เป็นแค่กระบวนการปรับเปลี่ยนพลังงานเท่านั้น  

เมื่อโหราศาสตร์จะค้นหาและทำนายวิกฤติ จึงไม่ใช่เรื่องยากเรื่องใหญ่ ตรรกะคือค้นหา “รูปแบบ” และ “ความสัมพันธ์” ของพลังงานดวงดาวที่ขัดแย้งและพร้อมระเบิดออกเท่านั้น

ปัญหาของโหราศาสตร์ไม่ใช่ขาดแคลนเครื่องมือหรือเทคนิคการทำนาย แต่อยู่ที่ใช้ผิดกลุ่ม-ผิดวัตถุประสงค์มากกว่า ในเมืองไทยเรามักใช้เทคนิคพยากรณ์ดวงบุคคล (Natal Astrology) ไปทำนายดวงเมือง (Mundane Astrology) จึงเห็นแค่รายละเอียด แต่ไม่เห็นภาพใหญ่ ทำนายได้แค่ช่วงสั้นๆ 1-2 ปี แต่ไม่อาจมองการณ์ไกลไปหลายๆ ปี การทำนายดวงเมืองบ้านเรา จึงแค่สร้างสีสัน แต่ไม่อาจสร้างปัญญา

เพราะช่วงชีวิตที่ยาวกว่า และมิติเรื่องราวที่หลากหลายซับซ้อน เทคนิค “ดาวจร (Transit)” จึงไม่เหมาะสม เทคนิคที่ดีกว่าคือ “วัฏจักรดาว (Planetary Cycle)”

เศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร จะเกิดวิกฤติหรือไม่ ? ถ้าพยากรณ์จากดวงเมือง เราจะไม่ใช้พฤหัสจร-เสาร์จร-ราหูจร เป็นตัวหลัก แต่ใช้วัฏจักรดาวแบบ Sidereal เป็นหลัก นั่นคือ (1) วงรอบดาวเสาร์ (2) วงรอบราหู

เริ่มที่วงรอบราหูกันก่อน ราหูคือจุดตัดของระวิมรรคและจันทรมรรค ช่วงเวลาที่ราหูโคจรครบ 1 รอบจักรราศี เรียกว่า “วงรอบราหู” ซึ่งกินเวลา 18.6128 ปี ราหูคือตัวปัญหา อยู่ที่ไหน สร้างปัญหาที่นั่น ราหูเดิมอยู่มีน-ภพ 12 (วินาศ) ภพวินาศหมายถึงการชดใช้ ความเสียหาย ความลับ ฯลฯ ราหูจึงบ่อนทำลายบ้านเมืองอย่างหนัก ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญของดวงเมือง

เพราะเป็นจุดอ่อนที่สร้างความเสียหาย เราจึงเลือกใช้ “วงรอบราหู” เพื่อค้นหาช่วงเวลาและสาเหตุของวิกฤติการณ์ต่างๆ ในบ้านเมือง วิกฤติเศรษฐกิจก็อยู่ภายใต้อิทธิพลราหูเช่นกัน

ราหูจรภพไหน ทำลายภพนั้น แต่อิทธิพลมันจะรุนแรงเป็นพิเศษ เมื่อจรเป็นเกณฑ์กับราหูเดิม ภพเกณฑ์ของราหูเดิมมี 4 ภพ คือ ภพที่ 12 (มีน) - 3 (เมถุน) - 6 (กันย์) - 9 (ธนู) แต่ภพที่ 6 และ 12 เป็นภพให้โทษของดวงเมือง ดังนั้น วิกฤตการณ์มักเกิดช่วงกึ่งกลางและครบวงรอบ หรือเมื่อราหูจรในกันย์และมีน

ตัวอย่างเช่น (1) เมื่อราหูจรมีน 25 พฤศจิกา 2473 - 3 มิถุนา 2475 ในสมัยรัชกาลที่ 7 เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ไทยได้รับผลกระทบอย่างหนัก เศรษฐกิจฝืดเคืองมาก ขาดดุลการค้าและงบประมาณ จนต้องลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ รวมถึง “ดุล” ข้าราชการออกบางส่วน จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนา 2475

(2) เมื่อราหูจรกันย์1 กุมภา 2483 - 20 สิงหา 2484 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรป เศรษฐกิจไทยย่ำแย่หนักจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก... (3) เมื่อราหูจรกันย์ 24 ธันวา 2538 - 18 มิถุนา 2540 เป็นช่วงปลายยุคเศรษฐกิจฟองสบู่... เมื่ออเมริกาขึ้นดอกเบี้ยและเงินไหลออกในปี 2538 เศรษฐกิจทรุดตัวอย่างหนัก จนนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาท และไทยต้องกู้เงิน IMF อีกครั้งเดือนสิงหา 2540... (จากบทความ “วงรอบราหู-ต้มยำกุ้ง 2” ที่ http://bit.ly/1ExD3I9)

วงรอบราหูค้นหาวิกฤติ ขณะที่วงรอบดาวเสาร์ใช้ค้นหาแนวคิดหลัก (Theme) ของแต่ละช่วงเวลา วงรอบดาวเสาร์ไม่เพียงทำนายการเมืองไทยได้ดี แต่ยังทำนายเศรษฐกิจได้ด้วย เพราะเสาร์คือดาวเจ้าเรือนภพ 11 (ลาภะ) ที่หมายถึงการเงิน-เศรษฐกิจของประเทศ

ในบทความ “New Normal” (http://bit.ly/1LPpl4l)กล่าวว่า “...ตั้งแต่ 18 ธันวา 2531 เสาร์เข้าสู่วงรอบที่ 8 มันเป็นยุค “นักธุรกิจคุมการเมือง” เศรษฐกิจไทยเปิดกว้างและเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจโลกอย่างสมบูรณ์ Fund Flow จากต่างชาติมีอิทธิพลอย่างมาก...” อิทธิพลของต่างชาตินี้เองคือ Theme เศรษฐกิจของวงรอบที่ 8

เสาร์ใช้เวลา 30 ปีโคจรครบวงรอบ ช่วงที่เสาร์จรเป็นเกณฑ์กับเสาร์เดิม คือช่วงแห่งการเปลี่ยนแปลง ภพเกณฑ์ของเสาร์เดิมมี 4 ภพ คือ ภพที่ 9 (ธนู) - 12 (มีน) - 3 (เมถุน) - 6 (กันย์) ภพที่ 6 และ 12 เป็นภพที่ให้โทษของดวงเมือง วิกฤติจึงมักเกิดในช่วง ¼ และ ¾ ของวงรอบ หรือเมื่อเสาร์จรในราศีมีนและกันย์

ตัวอย่างเช่น ตั้งแต่ 2 มิถุนา - 10 สิงหา 2538 และ 16 กุมภา 2539 - 17 เมษา 2541 เสาร์จรเข้ามีน Fund Flow ไหลออก เศรษฐกิจไทยทรุดตัว ทั้งถูกเฮดจ์ฟันถล่มค่าเงิน จนต้องลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อ 2 กรกฎา 2540 เงินบาทลงไปต่ำสุดที่ 56 บาท/ดอลลาร์เดือนมกรา 2541 นี่คือวิกฤติต้มยำกุ้ง

ด้วยเหตุนี้ การพยากรณ์วิกฤติ จึงทำได้จากวงรอบของเสาร์-ราหูอันใดอันหนึ่ง และถ้าวงรอบทั้งคู่ชี้ถึงช่วงเวลาที่ตรงกัน วิกฤตินั้นจะยิ่งทวีความรุนแรงอย่างมาก

ลองเทียบดูจาก 2 กรณี คือ (1) ราหูมีน-เสาร์พิจิก 5 สิงหา 2529 - 17 ธันวา 2530 เป็นปลายยุครัฐบาลเปรม เศรษฐกิจไทยถดถอยมากจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวเนื่องจากราคาน้ำมันแพง (2) ราหูกันย์-เสาร์มีน 16 กุมภา 2539 - 18 มิถุนา 2540 อันเป็นปลายยุค-ก่อนเศรษฐกิจฟองสบู่จะแตก

กรณีที่ 1 ราหูอยู่ตำแหน่งอันตรายของวงรอบ ขณะที่เสาร์ไม่ใช่ แต่ก็อยู่ในภพมรณะดวงเมือง ทั้งคู่ยังตรีโกณกัน วิกฤติจึงไม่รุนแรงมากและยุติลงอย่างรวดเร็ว ส่วนกรณีที่ 2 ทั้งคู่อยู่ตำแหน่งอันตราย ทั้งยังทำมุมร้ายต่อกัน วิกฤติจึงรุนแรงมากและเกิดผลร้ายมากมายตามมา

ตั้งแต่ 2 พฤศจิกา 57 - 9 มกรา 59 เป็นช่วงราหูกันย์-เสาร์พิจิก เศรษฐกิจชะลอตัวชัดเจน แต่ไม่ถึงขั้นทรุดหนัก หมอดูหลายคนเชื่อว่า เมื่อราหูเข้าสิงห์ ทุกอย่างจะดีขึ้น

แต่ผู้เขียนกลับคิดตรงข้าม เราอาจได้เจอ “วิกฤติที่แท้จริง” !