ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ มีสองทางเลือกสำหรับอดีต สปช.คือ จำนวนหกสิบถึงร่วมๆ ร้อยคน จะได้อยู่ในสภาขับเคลื่อน
การปฏิรูปประเทศที่มีการดำเนินการคัดสรร เพราะสัดส่วนของอดีต สปช.ที่เป็นข้าราชการทหาร หรือข้าราชการประจำ และสายนักวิชาการ ก็จะมีการจัดสรรในสัดส่วนที่มีการประกาศกันก่อนหน้านี้ ทำให้มีที่ว่างเพิ่มเติมสำหรับ สปช.อื่นๆ ที่พิจารณาแล้วน่าจะเกินหกสิบคน แต่ไม่เกินร้อยคน
คนที่ได้รับการสรรหาก็จะมีวาระและอายุการทำงานยาวนานอีกหลายปี แต่คนส่วนใหญ่อีกประมาณร้อยกว่าชีวิต ที่ต้องส่งกำลังใจหรือเสียงเชียร์กันในโลกแห่งความเป็นจริง หรือโลกเสมือนจริง (ไลน์ หรือ ช่องทางสื่อสารอื่นๆ) เพราะจำนวนที่นั่งมีจำกัด ก็ต้องหากิจกรรมที่สร้างสรรค์ดำเนินการต่อไป หรือร่วมกับชมรมกลุ่ม สปช.เดิม ส่งกำลังใจและกำลังความคิดช่วยเสริมการขับเคลื่อนงานเดิมที่ริเริ่มกันไว้
หรือหากใครมีภาระงานประจำยังไม่เกษียณอายุราชการ หรือมีภารกิจธุรกิจส่วนตัวที่ทำมาอยู่ก่อนเก่า ก็ต้องใช้ชีวิตไปตามปกติ อย่าตีโพยตีพายหรือคร่ำครวญกับอดีตมากเกินงาม ถือเป็นการพิสูจน์ตัวของพวกท่านทุกท่านในเวลานี้ว่า รสชาติของชีวิตมีให้ลิ้มลองพร้อมๆ กัน ในเวลาที่ท่านยังสามารถทำวิกฤติให้เป็นโอกาสได้เสมอ ส่วนกระแสข่าวที่จะตั้งคนโน้นคนนี้อย่างไร ข่าวที่ปรากฏคงชัดเจนในอีกวันสองวันข้างหน้าแน่นอน
มีคนตั้งคำถามเกี่ยวกับภาระหน้าที่ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกันมามากว่า จะมีบทบาทสำคัญอย่างไร ในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์สำคัญของการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้าน ซึ่งมีวาระการปฏิรูปสำคัญ 37 เรื่อง และมีเนื้อหาว่าด้วยการพัฒนาอีก 6 เรื่องด้วยกัน ก็จะขอตอบเพื่อให้คลายความกังวล และเป็นการมองไปข้างหน้า เพราะในส่วนตัวฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งประธานอนุกรรมาธิการสำคัญ 2 คณะ คือ การปฏิรูประบบพรรคการเมือง และ การปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย ทางคณะอนุกรรมาธิการได้ระดมสมอง และออกแบบการปฏิรูปเรื่องสำคัญทั้งสองเรื่องไว้พร้อมสรรพ
เช่น กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ กฎหมายเพื่อส่งเสริมเร่งรัดติดตามการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้การขับเคลื่อนสามารถดำเนินการได้ในทันที เพราะหากมองแบบภาพรวมโดยยึดเอาตัว “กรรมาธิการ” เป็นหลักใหญ่ จะมองไม่เห็นภารกิจหรือกลไกในการขับเคลื่อนได้ เพราะผลงานที่ผ่านมาของกรรมาธิการส่วนใหญ่ เป็นเพราะได้แรงผลักหรือเป็นผลการปฏิบัติงานอย่างทุ่มเทที่หนักมากของ “อนุกรรมาธิการชุดต่างๆ” ที่เป็นตัวจักรสำคัญ ในการรับเอาแนวคิดวิธีการไปดำเนินการ ทดสอบ ศึกษาวิจัยกระทั่งได้ผลเป็นที่ยอมรับ จึงนำเข้าสู่กรรมาธิการมีการนำเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติในครั้งนั้น และเมื่อได้มีมติเห็นชอบก็มีการส่งผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
นั่นคือบทบาทภาระหน้าที่ที่ “สภาปฏิรูปแห่งชาติ” ได้ดำเนินการมากว่าสิบเอ็ดเดือนหรือราวหนึ่งปีเต็ม ทำให้หากยังไม่แน่ใจว่า สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จะทำหน้าที่หรือมีบทบาทอย่างไร อย่างง่ายสุด คือ การนำเอาแนวคิดหลักการข้อเสนอแนะ ในการศึกษาค้นคว้าวิจัย และรวบรวมผลงานที่ผ่านมาของสภาปฏิรูป ที่ได้เสนอไปนั้น กลับมาพิจารณาทบทวนไตร่ตรองเสริมแต่ง ให้สามารถมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติจริง เพราะองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยในการ “นำแผนไปสู่การปฎิบัติได้จริง” คือ ตัวแทนของหน่วยราชการกระทรวงกรมต่างๆ ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัญหาในอดีตที่อาจมีการมองถึงความไม่เป็นเอกภาพในบางเรื่อง ไม่น่าจะเป็นปัญหาสำคัญอีกต่อไป แต่บนความเป็นเอกภาพจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ที่มี “ศักยภาพ” สามารถนำความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย มาเป็นผู้นำทั้งในส่วนของประธานสภาการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ รวมไปถึงประธานกรรมาธิการชุดต่างๆ ที่เข้าใจว่าจะล้อตามรูปแบบเดิมที่เป็นกรรมาธิการสามัญประจำสภาในเวลาปกติ ซึ่งเข้าใจว่า จะเห็นภาพชัดเจนภายหลังการรายงานตัวเข้ารับตำแหน่งและทำหน้าที่ของบรรดาสมาชิกใหม่ หรือสมาชิกเดิมแต่อยู่ในสภาใหม่ภายหลังวันที่ 7 ตุลาคม 2558 นี้เป็นต้นไป
ประการสำคัญระยะเวลาอีกเกือบสองปีเต็ม ที่จะมีให้สมาชิกสภา สปท.ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ อยากให้สมาชิกทุกท่านดำเนินการตามแนวทาง หรือข้อแนะนำที่ได้มีการริเริ่มสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างตั้งใจ ที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่ฐานรากไปถึงองคาพยพทุกภาคส่วนของสังคมไทย การดำเนินการตามยุทธศาสตร์ หรือแผนชาติหรือแผนประเทศ สุดแต่จะเรียกขานนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่ใครเป็นศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เช่นเดียวกับผู้เขียนจะทราบดีว่า ทางการทหารให้น้ำหนักความสำคัญ และปรารถนาจะเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืน บนแผนงานที่มีการวางกรอบไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหารประเทศ แผนก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของฝ่ายการเมือง แบบในอดีตที่ผ่านมา หลังวันประกาศรายชื่อ สปท.ไม่ว่าผมจะอยู่ในสถานะใด ก็พร้อมจะช่วยเหลือการผลักดันขับเคลื่อนประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรา ให้เดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน สมดังเจตนารมณ์ของท่านนายกรัฐมนตรี และคณะผู้บริหารประเทศ รวมทั้งคนไทยส่วนใหญ่ ที่ปรารถนาจะเห็นความเจริญงอกงาม ที่แท้จริงเกิดขึ้นในประเทศของเรานี้
ในวันที่เรายืนอยู่ท่ามกลางประเทศที่มีความมั่งคั่ง ทั้งทรัพยากรและเศรษฐกิจ ที่เติบโตในกลุ่มประเทศพัฒนาใหม่ 77 ประเทศ ดังที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับเกียรติจากนานาประเทศ ให้เป็นประธานที่ประชุมกลุ่มประเทศดังกล่าว ในการประชุมสามัญของสหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ค เมื่อหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา









