วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'มีชัย-อานันท์' สองผู้ยิ่งยง

คนที่ไม่ได้ติดตามเหตุการณ์บ้านเมืองในอดีตมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงการเปลี่ยนแปลง

ทางการเมืองหลายยุคหลายสมัย อาจยังคงสงสัยว่า ทำไมกระแสการเลือกเฟ้นตัวคนที่เหมาะสมจะมาเป็น“ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)" ชื่อมีชัย ฤชุพันธุ์และอานันท์ ปันยารชุนจึงโดดเด่นขึ้นมา

ยิ่งกว่านั้น ผลสำรวจของ“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เมื่อวันที่27กันยายน ยังเชียร์ให้ทั้งคู่ ด้วยคะแนนสูงสุดร้อยละ76.99เท่ากันในการเป็นประธาน กรธ.โดยระบุว่าทั้งสองคน มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการร่าง รธน.มาก่อน

แต่ถ้าย้อนดูปูมประวัติที่ผ่านมา ทุกคนอาจหายสงสัยไปเลยก็ได้

มีชัย ฤชุพันธุ์เป็นสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ซึ่งเคยมีบทบาทร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557ร่วมกับ วิษณุ เครืองามและ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ก่อนที่จะถอนตัวหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เนื่องจากถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทการทำงานในอดีต

ในอดีตเคยมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญมากมายนับแต่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรัฐบาล รัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์และรัฐบาลพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีรัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน และ รัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูรนอกจากนี้ เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2 สมัย เป็นสมาชิกวุฒิสภา 3 สมัย เป็นประธานวุฒิสภา และประธานรัฐสภา ระหว่างปี 2535-2543

ที่สำคัญเป็นผู้ผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อปี2534 เพื่อจัดให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ“สสร.”เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540

นอกจากนี้ ในเหตุการณ์รัฐประหาร ปี 2549“มีชัย” เป็นที่ปรึกษาคณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ฝ่ายกฎหมายมีบทบาทในการร่างแถลงการณ์ประกาศ และคำสั่ง คปค. หลายฉบับ

ขณะที่อานันท์ ปันยารชุน เจ้าของฉายา “ผู้ดีกรุงรัตนโกสินทร์” และพะยี่ห้อ “รัฐบาลโปร่งใส”

ประวัติที่น่าสนใจ อาจเริ่มนับแต่ปี2519เป็นปลัดกระทรวงการต่างประเทศรัฐบาลธานินทร์ กรัยวิเชียรก่อนจะถูกสั่งพักราชการในปี2520ด้วยข้อหาพัวพันและฝักใฝ่ในลัทธิคอมมิวนิสต์และถูกย้ายไปเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก่อนจะลาออกจากราชการในปี2522

จากนั้นหันมาทำงานกับกลุ่มบริษัทสหยูเนี่ยนฯ กระทั่งเป็นประธานกรรมกลุ่มบริษัทเมื่อปี2534รวมทั้งเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยด้วย

ที่สำคัญ“อานันท์”เป็นนายกรัฐมนตรีถึงสองสมัย คือ ระหว่างวันที่2มีนาคม2534ถึง22มีนาคม2535ภายหลังการรัฐประหารปี2534จากการเสนอชื่อโดยพล.อ.สุจินดา คราประยูร (ศิษย์เก่าร่วมโรงเรียนอำนวยศิลป์) และเคยร่วมงานกับ“อานันท์”ปี2514ขณะพ.ท.สุจินดา(ยศขณะนั้น)เป็นรองผู้ช่วยทูตทหารบกประจำสถานเอกเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงวอชิงตันและ“อานันท์”เป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา

และเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย เมื่อวันที่10มิถุนายน2535ในการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่หลังวิกฤตการณ์“พฤษภาทมิฬ”

ที่น่าสนใจ“อานันท์”เคยเป็นรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) มีตำแหน่งเป็น“ประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ”รวมทั้งเป็นประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญในการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

นี่คือ“สองผู้ยิ่งยง” ที่ต่างก็เคยมีบทบาทสูงในช่วงเปลี่ยนแปลงการเมืองไทย และ “เปลี่ยนผ่าน” วิกฤตการณ์ที่สำคัญ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เมื่อทั้งสองคนต่างมีชื่ออยู่ในกระแสความสนใจ และคาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยสร้างประวัติศาสตร์ให้กับการเมืองไทยอีกครั้ง ในการทำให้เป็น“ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” ได้อย่างไร