13. ประเทศของเราสาบานเช่นนั้นไปพร้อมๆ กับความรู้สึกสำนึกผิดอย่างลึกซึ้งต่อสงครามโลกครั้งที่ผ่านมา
เราจะสร้างสรรค์ประเทศที่มีเสรีภาพและเป็นประชาธิปไตย มุ่งเน้นระบอบนิติรัฐ และ จะยืนหยัดในคำสาบานที่จะไม่ทำสงครามตลอดไป ในก้าวย่างของประเทศแห่งสันติภาพที่ยืนยาวมาถึง 70 ปี พวกเราแอบภาคภูมิใจอย่างเงียบๆ และต่อจากนี้ไป ก็จะยังยึดถือแนวทางนี้ไม่เปลี่ยนแปลง
14. ประเทศของเราได้แสดงความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งและขออภัยจากใจตลอดมาหลายครั้งหลายหนต่อการกระทำอันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ผ่านมา เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความรู้สึกเช่นนั้นในรูปการกระทำที่เป็นรูปธรรม เราได้พยายามอย่างสุดกำลังตลอดมาหลังสงครามเพื่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของประเทศต่างๆ ในเอเชียอาคเนย์ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น กับ ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างไต้หวัน เกาหลี และจีน ด้วยจิตใจที่ระลึกถึงประวัติศาสตร์อันขมขื่นที่ประชาชนในประเทศเหล่านี้ได้ประสบมา
15. จุดยืนเช่นที่ว่านี้ของคณะรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมาจะไม่หวั่นไหว แม้ในวันข้างหน้า
ย่อหน้าที่ 13-14 กล่าวถึง ความสำนึกผิด แนวทางสันติภาพ การขอโทษและการสร้างความเจริญให้กับประเทศที่ได้รับภัยสงคราม แล้วมากล่าวถึงในย่อหน้าที่ 15 ว่า ใจความในย่อหน้าที่ 13-14 เป็นจุดยืนที่ไม่หวั่นไหวเหมือนๆ กับของคณะรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่าน ๆ มา ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นความจริงที่ว่า แม้แต่คำปราศรัยของมูรายามาอดีตนายกรัฐมนตรีที่ว่ากันว่าพูดชัดกว่าใครแล้ว เนื้อหาก็ไม่ได้ดีกว่าของอาเบะเท่าใดนัก อันนี้ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย เพียงแต่ว่า คำปราศรัยของอาเบะยังคงระบุ “ผู้กระทำ” เพียงแห่งสองแห่ง ส่วนใหญ่แล้วกล่าวถึงโดยอ้อมไม่ชัดเจนเหมือนอย่างที่ใช้คำว่า “พวกเรา” ในตอนท้ายๆ
16. แม้ว่าพวกเราจะพยายามอย่างสุดกำลังอย่างไรก็ตาม ความเศร้าโศกของผู้ที่สูญเสียครอบครัวและความทรงจำอันขมขื่นของผู้ที่ประสบความยากลำบากจากภัยสงครามก็คงไม่อาจเลือนหายไปนับจากนี้
17. ดังนั้นพวกเราจะต้องจดจำไว้ในใจตลอดไป
18. หลังสงคราม ชาวญี่ปุ่นพลัดถิ่นกว่า 6 ล้านคนสามารถกลับคืนประเทศอย่างปลอดภัยจากที่ต่างๆ ในเอเชียแปซิฟิกและกลายเป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์ญี่ปุ่น เด็กๆ ชาวญี่ปุ่นที่ถูกทิ้งไว้ในจีนประมาณ 3 พันคนสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่และกลับมาเหยียบแผ่นดินแม่ได้อย่างปลอดภัย บรรดาอดีตเชลยศึกชาวอเมริกัน อังกฤษ เนเธอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ได้มาเยือนญี่ปุ่นและระลึกถึงดวงวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในการรบซึ่งกันและกันมาเป็นเวลายาวนาน
19. ชาวจีนทุกคนที่ได้ลิ้มรสสิ้นถึงความเจ็บปวดแห่งสงครามหรือบรรดาอดีตเชลยศึกที่ได้รับความเจ็บปวดจากทหารญี่ปุ่นที่ยากจะทนได้ คงจะเกิดความขัดแย้งในใจเพียงใด หรือ จะต้องพยายามเพียงใดที่จะแสดงความใจกว้างได้เช่นนั้น
20. พวกเราจะต้องระลึกในเรื่องเหล่านั้น
21. ญี่ปุ่นสามารถกลับคืนสู่สังคมระหว่างประเทศได้ก็ด้วยความใจกว้างเหล่านี้แหละ ในโอกาสครบรอบ 70 ปีหลังสงคราม ประเทศของเราขอแสดงความรู้สึกขอบคุณจากใจต่อประเทศต่างๆ และฝ่ายต่างๆ ที่ใช้ความพยายามถึงที่สุดในการคืนดีเช่นนั้น
ย่อหน้าที่ 18-19 และ 21 กล่าวถึง ความใจกว้างและการให้อภัยของประเทศผู้ถูกรุกราน ซึ่งที่จริงแล้ว ประเทศต่างๆ ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องอย่างนี้มากกว่าจริยธรรมที่รู้จักแยกแยะว่าเรื่องใดเป็นเรื่องที่ควรจะทำมากกว่า ผู้ถูกรุกรานเองก็คงไม่อยากจะฟังเรื่องอย่างนี้เท่ากับคำขอโทษ
22. ในประเทศญี่ปุ่น รุ่นที่เกิดหลังสงครามมีสัดส่วนเกินกว่าร้อยละ 80 ของประชากรในปัจจุบัน เราคงจะปล่อยให้ลูกหลานของเราหรือรุ่นต่อๆ ไปในภายภาคหน้า ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรเลยกับสงครามครั้งนั้น รับภาระชะตากรรมที่จะต้องขอโทษต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม พวกเราชาวญี่ปุ่นจะต้องหันเข้าหาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาอย่างซึ่งหน้าให้ก้าวข้ามรุ่นของคน เรามีหน้าที่ที่จะรับช่วงอดีตและส่งต่อไปยังอนาคตด้วยความรู้สึกนอบน้อมถ่อมตน
ย่อหน้าที่ 22 เริ่มพูดถึงว่า ลูกหลานชาวญี่ปุ่นไม่ควรจะขอโทษต่อไปเรื่อยๆ แต่ควรจะน้อมรับความเป็นจริงแห่งประวัติศาสตร์และส่งต่อให้คนรุ่นต่อๆ ไป พร้อมกันนั้นก็กล่าวถึงความอดทนของบรรพบุรุษ และความช่วยเหลือของประเทศตะวันตกต่างๆ แต่ความเป็นจริงคือ ชาวญี่ปุ่นยังไม่เคยขอโทษโดยใช้คำว่า “พวกเรา” อย่างชัดเจนจริงๆ เหมือนอย่างที่ใช้ตั้งแต่ย่อหน้าที่ 23 เป็นต้นไป
23. พ่อแม่ของพวกเราและพ่อแม่ในรุ่นก่อนหน้านั้น สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ณ จุดต่ำสุดแห่งความยากจนท่ามกลางทุ่งกว้างที่มอดไหม้หลังสงคราม หลังจากนั้น รุ่นของพวกเราในปัจจุบันสามารถเชื่อมต่อไปยังอนาคตกับรุ่นต่อๆ ไป นั่นก็คือผลจากการยื่นมือแห่งความปรารถนาดีและความช่วยเหลือจากประเทศต่างๆ จำนวนมากจริงๆ อย่าง สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศในยุโรป ที่เป็นศัตรูทำสงครามกันอย่างดุเดือดมาก่อนโดยก้าวข้ามบุญคุณและความแค้น พร้อมๆ กับความขยันขันแข็งอย่างจริงจังของรุ่นก่อนๆ
24. เรื่องเหล่านั้นแหละเป็นสิ่งที่พวกเราจะต้องเล่าต่อไปเรื่อยๆ ถึงอนาคต ด้วยบทเรียนจากประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกในจิตใจ เราจะบุกเบิกอนาคตที่ดีกว่านี้และพยายามอย่างสุดกำลังกับสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก เรามีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้น
25. พวกเราจะจดจำไว้ในใจต่อไปถึงอดีตที่ได้ใช้กำลังในการเปิดทางออกเมื่อตนเองหาทางออกไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ในกรณีพิพาทใดๆ ประเทศเราจะต้องเคารพหลักนิติธรรมและจะต้องแก้ไขปัญหาโดยวิธีทางการทูตและทางสันติโดยไม่ใช้กำลัง เราจะรักษาหลักการเช่นนี้ต่อไปจากนี้อย่างมั่นคงและชักชวนให้ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ได้ทำตามด้วย ในฐานะประเทศเดียวที่ถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในสงคราม เราจะทำหน้าที่ในประชาคมระหว่างประเทศในอันที่จะมุ่งไปสู่การไม่เผยแพร่และการขจัดอาวุธนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง
ย่อหน้าที่ 25 ยอมรับว่า “พวกเรา” เป็นผู้ใช้กำลังก่อนและจะเปลี่ยนไปเคารพกติการะหว่างประเทศและรณรงค์การไม่แพร่กระจายและขจัดอาวุธนิวเคลียร์ในที่สุด
26. พวกเราจะจดจำไว้ในใจถึงอดีตที่สตรีจำนวนมากถูกทำร้ายอย่างรุนแรงต่อศักดิ์ศรีและเกียรติยศในระหว่างสงครามในศตวรรษที่ 20 ดังนั้น ประเทศเราอยากจะเป็นประเทศที่อยู่เคียงข้างใจของสตรีเหล่านั้นเสมอ ในศตวรรษที่ 21 เราจะเป็นผู้นำโลกเพื่อให้ศตวรรษนี้ปราศจากซึ่งการทำร้ายสิทธิสตรี
สิ่งที่น่าขยะแขยงมากที่สุดคือ การกล่าวว่าประเทศของเราจะอยู่เคียงข้างใจของสตรีที่ถูกทำร้ายต่อ “เกียรติยศและชื่อเสียง” ภายใต้ “สภาวะแห่งสงคราม” เพราะว่า “เหล่า” สตรีที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้คงไม่มีผู้ใดที่อยากให้ญี่ปุ่นมาอยู่เคียงข้างซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวมากกว่าที่ญี่ปุ่นจะต้องยอมรับว่าเป็นผู้กระทำโดยเจตนาและไม่ใช่ “สภาวะแห่งสงคราม” พร้อมๆ กับการขอโทษโดยผู้ถูกกระทำอย่างชัดเจน ถ้าปราศจากสิ่งเหล่านั้นความตั้งใจที่จะปกป้องสิทธิสตรีก็ไร้ประโยชน์
27. พวกเราจะจดจำไว้ในใจต่อไปถึงอดีตที่การรวมกลุ่มเศรษฐกิจเป็นบ่อเกิดแห่งกรณีพิพาท ดังนั้น ประเทศเราจะพัฒนาระบบเศรษฐกิจแบบเปิดที่เสรีและเป็นธรรมโดยไม่หวั่นไหวตามอำเภอใจของประเทศใดๆ จะเสริมสร้างการช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น และ จะขับเคลื่อนให้โลกมีความเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น ความเจริญรุ่งเรืองคือพื้นฐานแห่งสันติภาพ เราจะเผชิญหน้ากับความยากจนที่เป็นบ่อเกิดแห่งความรุนแรง และ จะพยายามอย่างเต็มกำลังมากขึ้นไปอีกเพื่อให้โอกาสแก่ผู้คนในโลกให้ได้รับการรักษาพยาบาล การศึกษา และพึ่งตนเองได้
การสร้างโลกที่เสรีและเป็นธรรมกับการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาเพื่อขจัดความยากจนก็เป็นเรื่องดี แต่เป็นเรื่องในอนาคต ซึ่งไม่มีอะไรจะเป็นหลักประกันได้
28. พวกเราจะจดจำไว้ในใจต่อๆ ไปถึงอดีตที่กลายเป็นผู้ท้าทายระเบียบระหว่างประเทศ ดังนั้น ประเทศของเราจะยึดถือหลักการพื้นฐานแห่งเสรีภาพ ประชาธิปไตย และ สิทธิมนุษยชนโดยไม่หวั่นไหว จะจับมือกับประเทศต่างๆ ที่มีค่านิยมเดียวกัน จะชักธงแห่ง “ลัทธิสันติภาพที่จริงจัง” อย่างสูงส่ง และ จะมีส่วนใน “สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก” ที่ดียิ่งๆ ขึ้นไปกว่านี้
29. ไม่ว่าจะครบรอบสิ้นสุดสงคราม 80 ปี 90 ปี หรือมากไปกว่านั้นถึง 100 ปี เราจะสร้างสรรค์ญี่ปุ่นที่เป็นเช่นนั้นไปพร้อมๆ กับประชาชนทุกๆ คน นั่นคือปณิธานของเรา
14 สิงหาคม ปีเฮอิเซอิที่ 27
นายกรัฐมนตรี อาเบะ ชินโซ
---
กล่าวโดยสรุปแล้ว ญี่ปุ่นก็ยังคงเน้นย้ำว่า สงครามที่ตนก่อขึ้นมีสาเหตุมาจากสถานการณ์ของโลกและยังคงเน้นย้ำถึงความลำบาก บาดเจ็บและล้มตาย ที่เกิดขึ้นกับประเทศของตนเป็นสำคัญและเป็นลำดับแรก ในทางตรงกันข้าม ความลำบาก บาดเจ็บ ล้มตายของผู้ถูกรุกรานมีเนื้อที่เพียง 4 ย่อหน้าจากทั้งหมด 29 ย่อหน้า การระบุว่าญี่ปุ่นเป็นผู้กระทำมีบ้าง แห่งสองแห่ง แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้กล่าวชัดเจนว่าใครเป็นผู้กระทำ เพียงแต่พูดโดยอ้อมๆ ว่า เป็นนโยบายที่จะไม่กระทำอีก แม้ว่าจะมีคำว่า “ขอโทษ” บ้าง แต่ก็ไม่ชัดเจนว่ากับใครและเรื่องอะไร การระบุว่าสตรีถูกทำร้ายเกียรติยศและชื่อเสียงจาก “สภาวะแห่งสงคราม” เป็นเรื่องเลวร้ายยิ่ง ศักดิ์ศรีและเกียรติยศแห่งซามูไรไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริงเช่นนี้หรืออย่างไร?
เรื่องอื่นๆ ที่กล่าวถึงได้แก่ การยกย่องประเทศต่างๆ และความตั้งใจของ “พวกเรา” ชาวญี่ปุ่น เป็นเพียงสิ่งที่ทำให้รู้สึกดี ตามรูปแบบการเรียงความของภาษาญี่ปุ่น
นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่สมควรพูดคือ การเหมารวมเอาความเสียสละของผู้ถูกรุกรานว่าเป็นจุดเริ่มต้นของญี่ปุ่นในปัจจุบัน และการพูดว่าจะอยู่เคียงข้างใจของสตรีที่ถูกทำร้าย
โปรดสังเกตว่า โดยภาพรวมแล้ว ใจความถึงเกือบๆ ครึ่งหนึ่งพูดถึงตนเอง ซึ่งเป็นคำปราศรัยที่ให้ความสำคัญกับตนเองโดยที่ชาวต่างประเทศไม่อาจทราบได้ เพราะว่าส่วนใหญ่ก็รับทราบจากข่าวเพียงประโยคที่ญี่ปุ่นขอโทษเท่านั้น









