การส่งออกได้กลายมาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเมื่ออัตราการส่งออกขยายตัวติดลบตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 เป็นต้นมา
และเป็นเหตุให้สำนักวิจัยต่างๆ ปรับลดการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในความเป็นจริงหากเรามองย้อนหลังไปจะพบว่าปัญหาการส่งออกเริ่มส่งสัญญาณตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา แต่ขนาดของผลกระทบรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นปี 2558 การส่งออกที่ลดลงเกิดขึ้นกับทุกกลุ่มทั้งสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และอุตสาหกรรม การส่งออกที่ลดลงเป็นผลโดยตรงจากการฟื้นตัวที่ค่อนข้างช้ากว่าที่มีการคาดการณ์ไว้ของเศรษฐกิจโลก อันเนื่องจากความคลาดเคลื่อนในการประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค แม้จะมีการอนุมานสาเหตุอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันและการตกต่ำของราคาสินค้าเกษตร แต่ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทั้งสิ้น
ผลการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวช้ากระทบต่อเศรษฐกิจไทยทั้งโดยตรง คือการส่งออกสินค้าของไทยไปยังตลาดดั้งเดิมอย่างสหรัฐ และสหภาพยุโรป และทางอ้อมที่ผ่านไปยังประเทศอื่นๆ เราพบว่าผลกระทบทางอ้อมรุนแรงกว่าผลทางตรง เพราะการส่งออกโดยตรงไปยังสหรัฐฯและสหภาพยุโรปดั้งเดิม (EU 15) มีผลการดำเนินงานที่ดีกว่าตลาดอื่นๆ ในทางตรงกันข้ามตลาดในภูมิภาคไม่ว่าจะเป็น จีนญี่ปุ่นสิงคโปร์และมาเลเซีย (2 คู่ค้าที่สำคัญที่สุดของไทยในอาเซียน) และตลาดใหม่อย่างตะวันออกกลาง รัสเซีย และบราซิลที่ตัวเลขการส่งออกติดลบอย่างไรก็ตามเหตุที่มาของผลกระทบทางอ้อมในตลาดเหล่านี้จะแตกต่างกันก็ตาม โดยในตลาดในภูมิภาคเป็นผลจากการเชื่อมโยงผ่านเครือข่ายการผลิตของบริษัทข้ามชาติ ในขณะที่ตลาดส่งออกใหม่เป็นผลพวงจาก
วัฏจักรขาลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แนวโน้มที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ ตลาดใหม่อย่างกลุ่ม CLMV เป็นตลาดที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องและทวีความสำคัญในฐานะคู่ค้าของไทยในกลุ่มอาเซียน
แนวโน้มที่น่าสนใจแต่ยังไม่ค่อยมีการพูดถึงมากนัก คือ สถานการณ์การส่งออกของไทยเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคไม่ได้เลวร้ายที่สุด เราอยู่ในระดับปานกลาง มีคนที่ดีกว่าเราและมีคนที่แย่กว่าเรา (ภาพที่ 1) หากเรามองไปข้างหน้าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มอึมครึมอยู่อย่างต่อเนื่องและน่าจะใช้ระยะเวลาอีกสักพักหนึ่งในการฟื้นตัว ความเร็ว-ช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกขึ้นอยู่กับความร่วมมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระดับโลกร่วมกัน (Policy Coordination) ซึ่งน่าจะอยู่นอกเหนืออำนาจของประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็กอย่างไทยจะเข้าไปมีส่วนกดดัน
ประเด็นที่ภาครัฐควรจะต้องจับตา คือ เศรษฐกิจจีน ซึ่งมี 2 ประเด็นย่อย คือ เรื่องค่าเงินหยวน และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนต่อการส่งออกของไทยเรื่องค่าเงินหยวน ประเด็นที่ต้องจับตาไม่ใช่ว่าค่าเงินหยวนอ่อนลง-แข็งขึ้นเมื่อเทียบกับเงินบาท แต่เป็นเรื่องของการตีความของนานาประเทศเกี่ยวกับแรงจูงใจในการเปลี่ยนแปลงค่าเงินหยวน แม้มีหลักฐานจำนวนมากเชื่อว่าการอ่อนลงของค่าเงินหยวนเป็นไปกลไกตลาด แต่ผู้คนและผู้กำหนดนโยบายจำนวนมากมองว่าเป็นเรื่องของความตั้งใจแทรกแซง ทัศนคติดังกล่าวน่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงที่ประเทศต่างๆ จะแข่งกันลดค่าเงินเพื่อป้องกันการเสียเปรียบและในที่สุดนำไปสู่สงครามค่าเงิน (Currency War) ในที่สุด
ขณะที่ประเด็นเรื่องการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนต่อประเทศไทยคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยอย่างจำกัดเนื่องจากการส่งออกของไทยไปจีนส่วนใหญ่เป็นการค้าภายในเครือข่ายการผลิตระหว่างประเทศที่ตลาดผู้บริโภคหลักยังเป็นอเมริกาและยุโรป แต่ผลทางอ้อมที่น่าจะเกิดขึ้นคือความผันผวนของการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างของจีนและในภูมิภาคจนส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนและตลาดทุนในประเทศไทยได้
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้สิ่งที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศขนาดเล็กทำได้ คือ ต้องเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ช้า อย่างน้อยคงต้องใช้อีก 1-2 ปี ภายใต้แรงกดดันภายในประเทศรุมเร้ารัฐบาล การกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศระยะสั้นคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ความยากลำบาก คือ เรามีเงินที่จำกัด และเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มที่จะซึมยาวไปอีก 1-2 ปี การฉีดแบบเหวี่ยงแห และการคาดหวังผลแบบรวดเร็วต้องทำด้วยความระมัดระวัง แม้ในหลักการกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะนำเอาเงินที่รับจากการกระตุ้นต่างๆ ไปใช้จ่ายและทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวได้ก็ตาม แต่ผลน่าจะเป็นเพียงผลระยะสั้น การขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการบริโภคไม่สามารถกระตุ้นให้ภาคเอกชนขยายการลงทุนซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ ณ ขณะนี้ นอกจากนั้นที่ผ่านมาเรากระตุ้นไปเยอะแล้ว การกระตุ้นต่อจึงน่าจะมีผลจำกัด และสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่ปัญหาหนี้สินระยะยาว








