การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องของการสร้างสังคมให้มีความมั่นคงเข้มแข็ง
โดยการลดความเสี่ยงหรือเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์เสี่ยงต่างๆ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งในแง่นี้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอาจไม่ใช่แผนดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาอะไรบางอย่างเป็นการเฉพาะ แต่เป็นเรื่องของการรวบรวมประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้ากับแผนหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะมีความเกี่ยวพันกับหน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ มากมายทั้งในแง่ของกระบวนการวางแผนและการนำแผนนั้นๆ ดำเนินการให้เกิดผล และเรามักจะพบเสมอว่ามีช่องว่างในโครงสร้างของสถาบันในการดำเนินการดังกล่าวระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผน ตลอดจนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนในการขับเคลื่อน ทำให้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากนักในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ช่องว่างดังกล่าวอาจหมายถึงความแตกต่างในด้านความคิดและวิธีการในการวางแผนตลอดจนธรรมเนียมปฏิบัติที่แตกต่างกันของหน่วยงานต่างๆ อีกทั้งกรอบการตัดสินใจที่หลากหลาย และความแตกต่างของบทบาท อำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน รวมถึงการขาดการประสานงานและความร่วมมือในการวางนโยบายและการวางแผนขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งช่องว่างเหล่านี้เป็นอุปสรรคในการวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศซึ่งจำเป็นต้องมองภาพสถานการณ์ของพื้นที่หรือภาคส่วนโดยกว้าง (Holistic view) และวางแผนแบบองค์รวม (Integrated planning) ทำให้การวางแผนเพื่อนำไปสู่การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่ประสานเป็นเนื้อเดียวกัน และในที่สุดแล้วในหลายๆ กรณีก็จะก่อให้เกิดการโยกย้ายความเสี่ยงไปให้ภาคส่วนอื่น และ/หรือ พื้นที่อื่น
ตัวอย่างจากงานศึกษาบางชิ้นในระยะที่ผ่านมา ได้แก่ การวางแผนการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งซึ่งมีประเด็นเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งที่อาจทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต อันเนื่องมาจากมรสุมที่อาจมีกำลังแรงมากขึ้น การศึกษานี้พบว่ากรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้ทำการศึกษาและมีข้อมูลในเรื่องความเสี่ยงนี้อยู่ แต่ทางกรมไม่มีอำนาจในการจัดการพื้นที่ โดยอำนาจนั้นตกอยู่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งก็จะมีความสนใจในการวางแผนการจัดการพื้นที่ในบริบทที่เป็นประเด็นเรื่องเฉพาะหน้ามากกว่าที่จะมองออกไปในอนาคตระยะยาว เนื่องจากขอบเขตภารกิจมีเฉพาะในพื้นที่เขตการปกครองของตนเท่านั้น ทำให้การมองภาพรวมและการวางแผนการปรับตัวของพื้นที่ชายฝั่งในภาพใหญ่โดยการมองเป็นองค์รวมนั้นเกิดขึ้นได้ยากภายใต้กระบวนการวางแผนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่ การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศภายใต้แนวคิดในการวางผังเมืองให้เหมาะสมและทำให้เมืองสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ จากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต ซึ่งการกำหนดรูปแบบการใช้ที่ดินให้เหมาะสมจะช่วยลดภาวะเสี่ยงของเมืองจากภาวะน้ำท่วมที่อาจเกิดถี่ขึ้นและทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตอันเป็นผลสืบเนื่องของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นจะต้องพิจารณาภาพรวมของเมืองทั้งหมด แต่ตัวเมืองในพื้นที่ศึกษานี้ได้ขยายขอบเขตเกินพื้นที่เขตเทศบาลโดยขยายไปครอบคลุมพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลโดยรอบแล้ว เขตการปกครองที่แตกต่างกันนี้มีอำนาจหน้าที่ที่แตกต่างกันภายใต้กฎหมายผังเมือง ทำให้การใช้แนวคิดในการวางผังเมืองที่เหมาะสมเป็นเครื่องมือในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศไม่สามารถใช้ดำเนินการได้ กรณีเช่นนี้ก็พบในการศึกษาในกรณีศึกษาของกรุงเทพมหานครด้วยเช่นกัน ซึ่งผลการศึกษาได้ข้อสรุปประการหนึ่งว่า การวางแผนรับมือกับภาวะน้ำท่วมในอนาคตในบริบทของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้นจำเป็นต้องคิดถึงการจัดการพื้นที่ของปริมณฑลด้วยเช่นกัน เพื่อให้การจัดการมีความสอดคล้องกันจึงจะทำให้แผนสามารถสัมฤทธิผลได้ แต่กลไกการวางแผนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันก็ยังไม่เอื้อให้เกิดการวางแผนและขับเคลื่อนแผนที่เหมาะสมได้
อย่างไรก็ดี เมื่อคิดถึงการวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ควรหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ตัดข้ามเข้าไปในหลายภาคส่วนซึ่งอาจตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่แตกต่างกัน และเมื่อพิจารณาในเชิงของพื้นที่แล้วจะเห็นว่าภาคส่วนเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกันอยู่ในหลายมิติ ดังนั้น การวางแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศซึ่งอาจจะต้องดำเนินการโดยการบูรณาการเข้ากับยุทธศาสตร์การพัฒนาของพื้นที่นั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาวิธีการและกลไกที่ลดช่องว่างกลไกสถาบันดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะเป็นการปรับวิธีการในการวางแผนโดยรวบรวมหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันวางแผนแล้ว ยังต้องคำนึงถึงระเบียบหรือข้อกฎหมาย ต่างๆ ซึ่งอาจจะต้องปรับปรุงหรือยกร่างขึ้นใหม่ เพื่อให้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเกิดขึ้นได้และสามารถดำเนินการไปได้โดยประสบความสำเร็จโดยทำให้ทุกๆ ภาคส่วนหรือกลุ่มสังคมต่างๆ ในพื้นที่นั้นๆ เกิดความมั่นคงเข้มแข็งและมีความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์เสี่ยงต่างๆ อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ทั้งนี้ อาจจะต้องคิดถึงการลดหรือขจัดช่องว่างนี้ในหลายระดับตั้งแต่ระดับชาติลงไปจนถึงระดับพื้นที่ อย่างเช่น การบรรยาย Provincial Governor ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ท่านหนึ่ง ได้บรรยายถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่จังหวัดเพื่อรับมือกับภัยพิบัติในปัจจุบันและอนาคต ทำให้เห็นว่านอกจากโครงสร้างของการวางแผนและการบริหารจัดการเพื่อขับเคลื่อนแผนแล้ว บทบาทของผู้นำในพื้นที่นั้นๆ ก็มีความสำคัญอย่างมากในการลดหรือขจัดช่องว่างในกลไกสถาบันเพื่อให้เกิดการวางแผนที่เป็นองค์รวมขึ้นได้จริงๆ ในแง่นี้ แนวคิดการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาจังหวัดที่ครอบคลุมและควบรวมประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเข้าไว้ด้วย ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดตามแนวคิด ผู้ว่า CEO ก็อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถผลักดันให้เกิดแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับจังหวัดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศดังกล่าวจะได้ตอบสนองต่อรูปแบบความเสี่ยงของภาคส่วนต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดซึ่งอาจมีลักษณะเฉพาะและแตกต่างกันไปตามแต่ละจังหวัดได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งแนวทางการปรับตัวก็จะเป็นไปโดยสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจสังคมของพื้นที่นั้นๆ ด้วย








