ช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา มีคนถามผมมากว่า เศรษฐกิจจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นคำถามที่ดี
เพราะต้องยอมรับว่า ตั้งแต่เดือนที่แล้วที่ตลาดหุ้นทั่วโลกโดยเฉพาะจีน ปรับตัวรุนแรง พร้อมกับเงินหลายสกุลในเอเชียอ่อนค่าลงมาก คนส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจว่า อะไรกำลังเกิดขึ้นในเศรษฐกิจโลก และยิ่งเห็นตัวเลขเศรษฐกิจในเอเชียล่าสุด ที่ดูอ่อนลงต่อเนื่อง ก็ยิ่งหดหู่ ไม่ว่าจะเป็นราคาหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงราคาน้ำมัน วันนี้เลยอยากจะให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า เราควรมองสถานการณ์เศรษฐกิจโลกขณะนี้อย่างไร เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
ในทางเศรษฐศาสตร์ ความเข้าใจควรเริ่มด้วยหลักการวิเคราะห์ ซึ่งในประเด็นเศรษฐกิจโลกขณะนี้มีสองหลักที่ควรเข้าใจ หลักแรก คือ เศรษฐกิจโลกจะเคลื่อนไหวเป็นวัฏจักร มีขึ้น มีลง ส่วนในระดับประเทศ วัฏจักรเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็มีเช่นกัน แต่ตำแหน่งของแต่ละประเทศในวัฏจักรเศรษฐกิจโลก ซึ่งเป็นภาพรวมใหญ่ อาจแตกต่างกัน คือ บางประเทศอยู่ในช่วงขาขึ้นของวัฏจักรเศรษฐกิจโลก บางประเทศอยู่ในช่วงขาลง
หลักที่ สอง ก็คือ กลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนวัฏจักรเศรษฐกิจ ทั้งในระดับประเทศและโลก ก็คือสภาพคล่องซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายการเงิน แต่จากที่การไหลเข้าออกของเงินทุนระหว่างประเทศสามารถผ่องถ่าย (Transmit)ภาวะสภาพคล่องข้ามประเทศได้ การไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศหรือ Capital flow จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกเหนือจากนโยบายการเงินของประเทศ ดังนั้น ตำแหน่งของแต่ละประเทศในวัฏจักรเศรษฐกิจโลก (ว่าจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง) จะขึ้นอยู่กับภาวะสภาพคล่อง การไหลเข้าออกของเงินทุนต่างประเทศ และนโยบายการเงิน
ในลักษณะนี้ เศรษฐกิจโลกตั้งแต่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเงินครั้งใหญ่ ปี 2008-2009ก็ได้อยู่ช่วงขาลงของวัฏจักรมาตลอด เพราะเศรษฐกิจที่เคยเป็นหัวรถจักรสำคัญของเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐและยุโรป ต่างประสบปัญหา การขยายตัวติดลบเข้าสู่ขาลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ จึงต้องลดอัตราดอกเบี้ยจนใกล้ศูนย์ และทำมาตรการ QE เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องฟื้นเศรษฐกิจ แต่ที่ต้องเข้าใจก็คือ เศรษฐกิจโลกในภาพรวมไม่ได้ชะลอลงตามประเทศอุตสาหกรรม เพราะประเทศตลาดเกิดใหม่นำโดยจีน ไม่ได้มีปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ และสามารถเติบโตได้ดีหลังปี 2009 ทั้งจากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยนโยบายการเงินของตนเอง และการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศเพื่อหาผลตอบแทน ทำให้หลังปี 2009 การขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ได้เป็นตัวพยุงสำคัญ ที่ช่วยไม่ให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมทรุดลงหรือชะลอตัวลงมาก ขณะที่สภาพคล่องที่มีมากจากมาตรการ QEของประเทศอุตสาหกรรม ก็ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับสูงขึ้น ทั้งที่เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมยังไม่ฟื้นตัว
ห้าปีให้หลัง เศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัวทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ล่าสุดสหรัฐขยายตัวร้อยละ 0.2 ไตรมาสหนึ่ง และร้อยละ 2.3 ในไตรมาสสอง ขณะที่อัตราการว่างงานก็ลดลงเหลือประมาณห้าเปอร์เซ็นต์ จนมีการพูดถึงโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มปรับอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นปีนี้ ตรงข้ามกับเศรษฐกิจจีนและประเทศตลาดเกิดใหม่การขยายตัวเริ่มแผ่ว ส่วนหนึ่งเป็นผลจากนโยบายที่ต้องการลดความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มเข้าสู่วัฏจักรขาลง ขณะที่ประเทศอุตสาหกรรมหลักเข้าสู่วัฏจักรขาขึ้น ความแตกต่างนี้เป็นเรื่องปกติของการปรับตัว แต่วิธีที่นักลงทุนและตลาดการเงินเข้าใจ และตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ได้นำไปสู่การปรับตัวที่รุนแรงที่เกิดขึ้นเดือนที่แล้ว ในตลาดการเงินโลกอย่างไม่น่าเชื่อ
อย่างแรก การเปลี่ยนตำแหน่งในวัฏจักรเศรษฐกิจโลกของประเทศอุตสาหกรรม จากขาลงเป็นขาขึ้น และประเทศตลาดเกิดใหม่จากขาขึ้นเป็นขาลง ได้ส่งผลอย่างสำคัญต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ตลาดหุ้นโดยปกติจะถูกขับเคลื่อนโดยสองปัจจัย คือ สภาพคล่องและเศรษฐกิจ การเปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าว คือ เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มชะลอ และเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัว ทำให้เงินทุนต่างประเทศไหลกลับประเทศอุตสาหกรรม ตลาดหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่จึงปรับลดลง สอดคล้องกับพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ได้เปลี่ยนแปลงไป
แต่ที่ตลาดหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะจีน ปรับตัวลงรุนแรง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงประมาณกลางเดือนที่แล้ว จนลามไปกระทบตลาดหุ้นทั่วโลก ก็เพราะมีความไม่ชัดเจนบางเรื่องที่จุดชนวนหรือ Trigger ความตื่นกลัวของนักลงทุน (เสริมด้วยการประโคมข่าวของนักวิเคราะห์และสื่อ) นำไปสู่การปรับตัวรุนแรงของตลาดหุ้นทั่วโลก ความไม่ชัดเจนที่ว่านี้คือ
หนึ่ง การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความกังวลว่าเศรษฐกิจจีนอาจมีปัญหามากกว่าที่คิด สอง การชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และวัตถุดิบไปจีน และประเทศที่มีจีนเป็นคู่ค้าสำคัญ และ สาม ปัญหาหรือความไม่แน่นอนทางการเมือง ในประเทศตลาดเกิดใหม่หลายประเทศที่ทำให้นักลงทุนกังวลว่า จะกระทบความสามารถของภาคทางการในการดำเนินนโยบาย มีผลให้การฟื้นตัวของประเทศตลาดเกิดใหม่ยิ่งมีปัญหา
สามปัจจัยนี้ได้ Trigger ความกังวลของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจจีน และประเทศตลาดเกิดใหม่ นำไปสู่การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศต่อเนื่อง ทำให้เงินหลายสกุลในเอเชียอ่อนค่าลงมาก และตลาดหุ้นก็ปรับลดลงมาก นอกจากนี้ วิธีที่ทางการจีนใช้ดูแลตลาดหุ้นและการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศ ก็ยิ่งสร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนมากขึ้นไปอีก สิ่งเหล่านี้กระทบความมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อจีน และเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ ขณะนี้สถานการณ์ในตลาดการเงินเริ่มมีเสถียรภาพ แต่ความไม่ชัดเจนในทั้งสามเรื่องยังคงอยู่
จากจุดนี้ ถ้ามองกลับไป การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและประเทศตลาดเกิดใหม่ รวมถึงการปรับตัวของตลาดหุ้นรุนแรงที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรมน้อยมาก ส่วนหนึ่งเพราะประเทศอุตสาหกรรมหลัก นำเข้าสินค้าจากจีนมากกว่าที่จีนซื้อจากประเทศอุตสาหกรรม คือ จีนมีดุลการค้าเกินดุลกับประเทศอุตสาหกรรม ทำให้การชะลอตัวของจีนไม่ได้กระทบเศรษฐกิจสหรัฐ และกลุ่มประเทศยุโรปมาก ขณะที่ตลาดหุ้นทั้งในสหรัฐและยุโรปก็ใหญ่ และมีสภาพคล่องมากพอที่จะปรับตัวต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นจีน และตลาดหุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างไม่มีปัญหา จึงมองกันว่าความผันผวนที่เกิดขึ้น เป็นปัญหาของประเทศตลาดเกิดใหม่ ไม่ใช่ปัญหาของประเทศอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ตลาดยังมองเลยไปอีกว่า ความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีน และเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ขณะนี้ เป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกกลับไปสู่ภาวะถดถอยอีก
ในบริบทนี้จึงมีสามประเด็นที่นักลงทุนกำลังจับตาใกล้ชิดกับสิ่งที่จะเกิดในประเทศตลาดเกิดใหม่ ในแง่เสถียรภาพของเศรษฐกิจโลกประเด็นแรก คือ เศรษฐกิจจีนว่าจะฟี้นตัวหรือสามารถป้องกันการชะลอตัว ไม่ให้รุนแรงมากกว่าที่เป็นอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบจะขึ้นอยู่กับนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจีนเอง
สอง คือ ราคาน้ำมันช่วงต่อไป ว่าจะสร้างปัญหาให้กับประเทศตลาดเกิดใหม่มากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้หรือไม่ ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การปรับลดลงของราคาน้ำมันไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่มากเท่าที่คาด ตรงกันข้ามผลกระทบต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ ที่ส่งออกน้ำมันจากราคาน้ำมันที่ลดลง กลับมีมากกว่าที่ประเมินกันมาก
สาม คือการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ ที่จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศเกิดใหม่มีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะต้นทุนทางการเงินจะสูงขึ้น และสภาพคล่องจะมีน้อยลงจากเงินทุนไหลออก ทำให้มีความไม่แน่นอนว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ จะสามารถรับมือกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐได้หรือไม่โดยเฉพาะถ้ามีการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศที่รุนแรงอีกรอบ
เหล่านี้คือสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงในเศรษฐกิจโลกขณะนี้ มีจุดโฟกัสอยู่ที่เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ จึงเป็นประเด็นที่เราควรต้องติดตาม








