ถือเป็นธรรมเนียมของคอลัมน์มุมคิดธนกิจ ที่จะมีการอัปเดตมุมมองตลาดหุ้นทั่วโลกทุกๆ ไตรมาส สำหรับปลายปี 2015
ก่อนที่จะเข้าสู่โหมดของการที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยนั้น ผมขอแสดงความเห็นถึงความน่าสนของตลาดหุ้นต่างๆ ทั่วโลก 3 อันดับแรก ในไตรมาสที่สี่ ปี 2015 ครับ
ผมมองว่าในช่วง 3-4 เดือนนี้ มี Macro Theme อยู่ 4 ปัจจัย ที่ขับเคลื่อนตลาดอยู่ ได้แก่ หนึ่ง ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟด น่าจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ ซึ่งจะทำให้บรรยากาศดอลลาร์แข็ง และราคาน้ำมันต่ำยังคงอยู่กับเราต่อไป สอง ความถดถอยของเศรษฐกิจจีนจะไม่ไหลไปเป็นวิกฤติ สาม ทางการญี่ปุ่นอาจจะมีมาตรการกระตุ้นใหม่ก่อนสิ้นปี และ ท้ายสุด ธนาคารกลางยุโรปกำลังรอความชัดเจนของเฟด ก่อนจะตัดสินใจนโยบายการเงินเพิ่มเติม หากเศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยแรงทั้งสี่ ตลาดหุ้นหลักๆ ของโลกที่ ผมชอบมากน้อยเรียงตามลำดับ มีดังนี้ครับ
เริ่มจากอันดับสามกันก่อน ผมยกให้ตลาดหุ้นสหรัฐ โดยมองว่าโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมปีนี้มีโอกาสสูงที่สุด แม้โอกาสที่จะขึ้นในเดือนกันยายนก็ยังมีอยู่ราวร้อยละ 10 ก็ตาม จึงทำให้มองว่าการที่เฟดน่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับศูนย์ไปอีกราว 3 เดือนต่อจากนี้ จะเป็นข่าวดีกับตลาดใน 3 เดือนต่อจากนี้ ในแง่ของราคา แม้ดัชนีหุ้นสหรัฐจะไม่ถูก ทว่า ก็ยังอาศัยผลประกอบการในกลุ่มไอทีและแบงก์ รวมถึงข่าวชะลอการขึ้นดอกเบี้ยจากเฟดจนถึงสิ้นปี ทำการประคองและดันดัชนีขึ้นไปได้อีกระดับหนึ่ง แม้จะไม่มากสุดๆ ทว่า ก็ไม่น้อยมากเช่นกัน
สำหรับอันดับที่สองนั้น หล่นจากอันดับที่หนึ่งจากการจัดอันดับของผมในครั้งก่อน ได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น จุดที่ทำให้ตลาดญี่ปุ่นดูน่าสนใจน้อยลงกว่าไตรมาสที่สอง มีอยู่ 2 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ศรัทธาหรือความเชื่อมั่น ว่า Abenomics จะเป็นคำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ดูจะแผ่วลง ผมเชื่อว่าหากมีการทำโพลล์ในตอนนี้ ผมว่าน่าจะออกมาอย่างนั้น สิ่งนี้เป็นจุดที่ผมเคยกล่าวไว้เมื่อ 6 เดือนที่แล้วว่า หากมาตรการของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายชินโซะ อาเบะ ไม่คืบหน้า ก็จะทำให้ความไม่มั่นใจนี้เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่า 5-6 เดือนที่ผ่านมา นายอาเบะหลุดโฟกัสตรงนี้ไป เนื่องจากไปสนใจเรื่องการเมืองระหว่างประเทศตามที่ตนเองมีความเชื่อส่วนตัวเป็นทุนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมุมประวัติศาสตร์กับคู่กรณีจีน
และ สอง ในช่วงเกือบเดือนที่ผ่านมา ผมมองว่าตลาดหุ้นญี่ปุ่นเริ่มจะมีระดับการแกว่งตัวที่สูงมากขึ้น รวมถึงดัชนีหุ้นปิดสิ้นวันในแดนลบ นานติดต่อกันหลายวันกว่าในช่วงที่ผ่านมาเล็กน้อย ตรงนี้อาจเป็นไปได้ว่านักเก็งกำไรที่ถูกทางการจีนเล่นงานในช่วง 2-3 เดือนนี้ เริ่มหนีมาเล่นในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งแม้อาจจะเป็นประเด็นที่ไม่น่าหนักใจมาก เพราะตลาดหุ้นญี่ปุ่นค่อนข้างที่จะมีขาประจำซึ่งเป็นผู้เล่น ประเภทสถาบันในประเทศอยู่เป็นเวลานานแล้ว จึงทำให้นักเก็งกำไรเหล่านี้ อาจจะหลอกกินตลาดญี่ปุ่นยากกว่าตลาดจีน ทว่า ก็ถือเป็นสัญญาณลบอยู่ดี
หันมาดูปัจจัยที่เป็นบวกกันบ้าง ผมคิดว่าที่มาแน่จริงๆ มีอยู่ 2 ประการ คือ หนึ่ง การเพิ่มสัดส่วนในการถือหุ้นแทนที่ตราสารหนี้ของกองทุนบำนาญแห่งชาติ ซึ่งยังค่อยๆ ทำ เนื่องจากกำลังคนและความสามารถมีอยู่ค่อนข้างจำกัด และ สอง การทำดีลควบรวมกิจการเพื่อเข้าเทคโอเวอร์บริษัทต่างชาติของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่ผมเห็นว่าเริ่มกลับมามากขึ้นในช่วง 1-2 เดือนนี้ จะทำให้เกิดแรงส่งต่อราคาหุ้นของบริษัทในอุตสาหกรรมข้างเคียง ให้คิดจะทำดีลประเภทนี้เช่นเดียวกัน
ท้ายสุด ปัจจัยบวกที่อาจจะมีก่อนสิ้นปี คือ การเพิ่มเม็ดเงินที่จะอัดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการ Quantitative & Qualitative Easing (QQE) และมาตรการแทรกแซงเพื่อให้ค่าเงินเยนอ่อนนั้น โดยโอกาสที่จะเกิดขึ้นเกินร้อยละ 55
มาถึงอันดับที่หนึ่งกันบ้าง ผมยกให้กับตลาดหุ้นยุโรป เหตุผลที่ให้ตำแหน่งแชมป์มีอยู่ 4 ประการ ได้แก่ หนึ่ง ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลดีจากบรรยากาศ ‘ดอลลาร์แข็งและราคาน้ำมันต่ำ’ มากที่สุด เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่นำเข้าน้ำมันมากที่สุด และค่าเงินยูโรก็ได้รับผลดีจากค่าเงินดอลลาร์แข็ง ในการส่งออกเป็นอย่างมากเช่นกัน สอง ในแง่ของนโยบายเศรษฐกิจ ยุโรปถือว่าได้เปรียบในตอนนี้ เนื่องจากสามารถรอให้เฟดขยับก่อน และรอว่าจีนจะไปต่ออย่างไรได้ แล้วค่อยเลือกใช้มาตรการที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองที่สุดตามในเวลาต่อมา ซึ่งการที่เศรษฐกิจของยุโรปไม่แย่มากในชั่วโมงนี้ ถือว่ามีความเสี่ยงในแง่เชิงนโยบายต่ำสุด ท้ายสุด การที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยแน่ๆ อย่างช้าสุดก็ภายในหลักหลายเดือนนี้ ย่อมจะเกิดความผันผวนของตลาดในช่วงตอนที่ขึ้นดอกเบี้ยใหม่ๆ นั้น ตลาดหุ้นยุโรปก็ถือว่าเป็นภูมิภาคหนึ่งที่ได้รับอานิสงก์ที่ดีไปเต็มๆ จากความไม่แน่นอนของตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว ท้ายสุด ระดับราคาของตลาดหุ้นยุโรปยังอยู่ในโซนที่ถือว่าถูกพอสมควร (ดูภาพประกอบ)
สำหรับในส่วนของตลาดหุ้นอันดับที่ 4 และ 5 นั้น หากท่านผู้อ่านสนใจ สามารถติดตามได้ทาง facebook.com/MacroView ทาง LINE ID: MacroView และ bonthr.blogspot.com
หมายเหตุ หนังสือเล่มล่าสุดด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคของผู้เขียน “เล่นหุ้นในไทย รวยไกลรอบโลก” เริ่มวางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้ที่ www.facebook.com/MacroView









