วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การสิ้นสุดของวัฒนธรรมเช้าชามเย็นชาม (3)

ในบทความครั้งนี้ ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงการบังคับใช้พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ

ว่าในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ หรือคู่มือในการติดต่อราชการสำหรับประชาชน ซึ่งออกภายใต้พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ นั้น ประชาชนจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง  

อันที่จริงแล้ว ก่อนที่พระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ จะมีผลบังคับใช้นั้น เราก็มีกฎหมายฉบับอื่น ที่บังคับใช้เพื่อการควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจทางปกครอง ให้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกรอบที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 (พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการฯ) ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดมาตรฐานกลางในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ที่ใช้อำนาจปกครอง เช่น หลักในการทำคำสั่งทางปกครอง ขั้นตอนในการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง สิทธิของผู้ที่รับคำสั่งทางปกครอง ที่จะได้รับค่าทดแทนความเสียหายจากคำสั่งทางปกครอง เป็นต้น ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะใช้ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะ ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ที่ดีกว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวไว้ ซึ่งกรณีนี้รวมถึงคำสั่งทางปกครองเกี่ยวกับการออกใบอนุญาต รับจดทะเบียน หรือปฏิเสธไม่ออกใบอนุญาต หรือปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนด้วย

เมื่อมีพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ แล้ว การใช้สิทธิของประชาชนในการที่จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ การร้องเรียนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่นั้น จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ ดังต่อไปนี้

1. การดำเนินการร้องเรียนไปยังช่องทางที่ระบุไว้ในคู่มือสำหรับประชาชน โดยส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก คือ (1) ส่วนงานรับเรื่องร้องเรียนภายในหน่วยงานนั้นๆ เอง เช่น ในเรื่องที่จะต้องดำเนินการขออนุญาตกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ก็อาจจะดำเนินการร้องเรียนได้กับศูนย์รับเรื่องร้องเรียน กรมการค้าภายใน  (2) เว็บไซต์ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนตามพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ  และ (3) ศูนย์บริการประชาชนสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี

2. นอกจากนี้ หากมีการดำเนินการยื่นคำขอและส่งเอกสารประกอบคำขอไปแล้ว ตามคู่มือสำหรับประชาชน แล้วปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิจารณาคำขอ โดยอาศัยเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ของคำขอ หรือความไม่ครบถ้วนของเอกสาร เกิดจากความประมาทเลินเล่อ (เช่น แจ้งรายการเอกสารที่ต้องการเพิ่มเติมไม่ครบ) หรือทุจริตของเจ้าหน้าที่ (เช่น พยายามเรียกรับสินบนเพื่อประกอบการพิจารณา) หน่วยงานที่รับผิดชอบในการพิจาณาคำขอจะต้องดำเนินการทางวินัย หรือดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ชักช้า

เมื่อใช้วิธีตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ แล้ว แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบยังไม่ได้รับการเยียวยาที่เพียงพอ ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ยังอาจกลับไปใช้สิทธิของตน ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการฯ รวมถึงเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องรับผิดต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เช่น การดำเนินคดีละเมิดกับหน่วยงาน ที่ก่อให้เกิดความเสียหายดังกล่าว เป็นต้น 

นอกจากนี้ การละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ก็อาจเข้าลักษณะเป็นความผิดตาม มาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกำหนดโทษผู้ที่เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติพบว่าการจะดำเนินการเอาผิดกับเจ้าพนักงานตามบทกฎหมายดังกล่าวนั้น กลับเป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบดังกล่าว เจ้าพนักงานจะต้องมีเจตนาเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตด้วย จึงอาจไม่ค่อยเห็นประชาชนใช้ช่องทางนี้เท่าใดนัก

อนึ่ง ต้องถือว่าขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้บังคับพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ จึงอาจต้องให้เวลากับทั้งเจ้าหน้าที่ และผู้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ ในการปรับตัวเพื่อปฏิบัติตามคู่มือสำหรับประชาชน ในการดำเนินการขออนุญาต ขอจดทะเบียน ขอขึ้นทะเบียนต่างๆ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่า หากเจ้าหน้าที่และผู้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือ และตั้งใจที่จะปฏิบัติตามพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฯ และคู่มือสำหรับประชาชนแล้ว ก็คงจะบรรลุเป้าหมายของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่ต้องการให้การติดต่อขออนุญาตกับเจ้าหน้าที่ “เร็วขึ้น ถูกขึ้น ง่ายขึ้น” นั่นเอง

บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนอันเป็นความเห็นในทางวิชาการ และไม่ใช่ความเห็นของบริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ผู้เขียนทำงานอยู่

-----------------

ภูริตา ธนโชคโสภณ

บริษัท อัลเลน แอนด์ โอเวอรี่ (ประเทศไทย) จำกัด