วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทูตสหรัฐฯคนใหม่ (2)

กรณีต่อมาก็คือ กรณีของอียิปต์ซึ่งมีความน่าสนใจมากเป็นพิเศษ ในแง่เปรียบเทียบกับกรณีของประเทศไทย

(บทวิเคราะห์เฉพาะในเรื่องนี้จะนำเสนอในโอกาสต่อไป) เพราะทั้งอียิปต์และไทย ต่างก็มีเหตุการณ์การรัฐประหารเหมือนกัน มีผู้ชุมนุมหลักล้านเป็นประวัติศาสตร์ ทูตอเมริกันทั้งในกรุงไคโรและในกรุงเทพฯ ต่างก็เป็นผู้หญิง ทั้งคู่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องท่าทีที่แทรกแซงกิจการภายใน (มากเกินไป) และวางตัวไม่เป็นกลางให้เหมาะสมกับตำแหน่งเอกอัครราชทูต

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นข้อแตกต่างหลายประการ ที่ควรจะได้พินิจพิจารณาเปรียบเทียบ ดังนี้

หนึ่ง คือความแตกต่างในช่วงระยะเวลาหรือวาระที่อยู่ในตำแหน่ง โดยปกติแล้วทูตสหรัฐฯ จะอยู่ในตำแหน่งประมาณสามปี และสามารถอยู่ต่อได้อีกหนึ่งปีตามความจำเป็นหรือเหมาะสม ในข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ทูตสหรัฐฯประจำกรุงไคโร อยู่ในตำแหน่งสองปีหย่อนๆ (26 เดือน) เมื่อเทียบกับทูตสหรัฐฯประจำกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในวาระนานถึง 47 เดือน หรือเกือบ 4 ปีเต็ม จนกลายเป็นทูตสหรัฐฯ (ประจำประเทศไทย) ที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในรอบ 20 ปี

ทั้งนี้ หากพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติมจะเห็นได้ว่า ทูตสหรัฐฯประจำกรุงไคโร พ้นจากตำแหน่งในเดือนสิงหาคม 2556 นั่นคือหนึ่งเดือนหลังจากอดีตประธานาธิบดีโมฮัมหมัด โมร์ซี ซึ่งเป็นผู้นำคนแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ในประวัติศาสตร์ของอียิปต์ถูกรัฐประหารโค่นล้ม โดยอ้างเหตุผลว่า ต้องไปรับตำแหน่งใหม่ที่สูงขึ้น (แต่ในอีกด้านหนึ่ง อาจตีความได้ว่า คือการประท้วงไม่ยอมรับรัฐประหาร?)

ในขณะที่ทูตสหรัฐฯประจำกรุงเทพฯ กลับยังอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องไปอีกห้าเดือนกว่า หลังจากที่เกิดเหตุรัฐประหารในเดือนพฤษภาคม จนหมดวาระอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน ทั้งๆ ที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ สามารถเลือกแนวทางเดียวกับทูตสหรัฐฯประจำอียิปต์ โดยให้ทูตคริสตี้ เคนนีย์ พ้นจากตำแหน่ง แล้วไปรับตำแหน่งใหม่เร็วกว่านั้นก็อยู่ในวิสัยที่ทำได้

สอง การประกาศเสนอชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งทูตสหรัฐฯคนใหม่ประจำกรุงไคโร เกิดขึ้นในช่วงประมาณสองสัปดาห์ ก่อนถึงกำหนดวันเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ (26-28 พฤษภาคม 2557) และได้รับการอนุมัติเห็นชอบจากวุฒิสภาสหรัฐฯ สองสัปดาห์ภายหลังประธานาธิบดีคนใหม่ของอียิปต์สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง (8 มิถุนายน 2557)

แต่ในกรณีของไทยนั้น การเสนอชื่อทูตสหรัฐฯคนใหม่ และการอนุมัติเห็นชอบจากวุฒิสภา เกิดขึ้นในขณะ ที่ประเทศยังไม่มีการเลือกตั้ง หรือกำหนดเวลาการเลือกตั้งที่แน่นอน อีกทั้งยังไม่มีรัฐบาลพลเรือนตามครรลองประชาธิปไตยที่สหรัฐฯต้องการเห็น

สามถึงแม้ทูตสหรัฐฯประจำอียิปต์และประจำประเทศไทย จะเป็นนักการทูตอาชีพที่เติบโตไต่เต้ามาจากกระทรวงต่างประเทศโดยตรง (ไม่ใช่ทูตที่แต่งตั้งเฉพาะกิจด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือเป็นบุคคลของพรรคการ เมืองเดียวกับประธานาธิบดี) แต่ทูตอเมริกันประจำอียิปต์คนปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ตัวเลือกแรกที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ (จอห์น แคร์รี่) เสนอและต้องการ ดังนั้น เมื่อรัฐบาลอียิปต์ปฏิเสธไม่ยอมรับ (อดีตทูตสหรัฐฯประจำซีเรียซึ่งมีท่าทีสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซีเรีย) สหรัฐฯจึงต้องเปลี่ยนตัวและเสนอคนใหม่

ในส่วนทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย ดูเหมือนรัฐบาลไทยจะยอมรับชื่อ “GlynTownsendDavies” ที่ทางสหรัฐฯเสนอมาตั้งแต่แรกทั้งๆ ที่มิสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ต้อนรับทูตคนนี้ (เหมือนเช่นกรณีอียิปต์รวมทั้งกรณีของโบลิเวียและเวเนซุเอลา) หากพิจารณาแล้วเห็นว่ามีพื้นฐาน ประสบการณ์หรือทัศนคติ ที่จะมาสร้างปัญหามากกว่าเชื่อมสานสัมพันธ์สร้างบรรยากาศไมตรีจิตระหว่างกัน

หากนับวันเวลาที่ทูตสหรัฐฯประจำอียิปต์คนเก่าพ้นจากตำแหน่ง จนถึงวันเวลาที่วุฒิสภาอนุมัติรับรองทูตสหรัฐฯคนใหม่ได้ครบ 10 เดือน ซึ่งใกล้เคียงกับกรณีของทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยที่ใช้เวลา 9 เดือน ทั้งๆ ที่อียิปต์มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ หลังการรัฐประหารผ่านพ้นไปเกือบหนึ่งปี ซึ่งแตกต่างจากกรณีของประเทศไทย

ดังนั้น ความล่าช้าในการแต่งตั้งทูตสหรัฐฯคนใหม่ประจำประเทศไทย จึงไม่สามารถตีความอย่างผิวเผินว่า เป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯไม่ยอมรับการรัฐประหารและรัฐบาลทหารไทย แต่ในข้อเท็จจริงที่เป็นจริงยิ่งกว่าเท็จ นั่นคือ เป็นผลมาจากปัญหาการเมืองสองพรรคในวุฒิสภาสหรัฐฯเป็นสำคัญ รวมถึงความเหมาะสมของตัวบุคคล

นอกเหนือจากกรณีของทูตสหรัฐฯประจำไอร์แลนด์ และโรมาเนียที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปรากฏว่า หลายๆ ประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐฯ หรือไม่ได้มีปัญหาทางการเมืองใดๆ ภายในประเทศกลับประสบปัญหาการแต่งตั้งที่ยืดเยื้อนานยิ่งกว่ากรณีของไทยเสียอีก

ในทวีปอเมริกากลางและลาตินอเมริกา ที่เปรียบเสมือนเป็น “คอหอย” ของสหรัฐฯนั้น ประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญที่สุดอย่างเม็กซิโก ซึ่งมีพรมแดนติดกัน และสถานทูตสหรัฐฯในเม็กซิโกซิตี้ ก็ถือว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง (ด้วยจำนวนของเจ้าหน้าที่) กลับไม่มีทูตประจำการมาตั้งแต่กลางปี 2557 ส่วนคอสตาริก้า ก็เพิ่งดีใจได้ทูตอเมริกันคนใหม่ หลังจากรอมานานร่วมสองปีเต็ม แต่ที่เฝ้ารอมานานที่สุดก็คือบาฮามาส (45 เดือน) และทรินิแดดแอนโทบาโก (35 เดือน)

แม้กระทั่งคิวบา ซึ่งสหรัฐฯเพิ่งฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและเปิดสถานทูตในรอบ 50 ปี เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ก็ยังไม่สามารถแต่งตั้งใครเป็นเอกอัครราชทูตได้ ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีความหมายทางการทูตต่อสหรัฐฯมากเป็นพิเศษ

ในฟากยุโรปเหนือ ทั้งนอร์เวย์และสวีเดน ซึ่งไม่เคยมีข้อขัดแย้งกับสหรัฐฯเลย ก็ประสบปัญหาเดียวกัน โดยนอร์เวย์ไม่มีทูตสหรัฐฯมาประจำนานร่วมสองปีแล้ว ส่วนสวีเดนก็ยืดเยื้อมาตั้งแต่กลางปี 2557 และมีแนวโน้มว่า การแต่งตั้งอาจจะยืดเยื้อต่อไปจนกระทั่ง บารัค โอบามา พ้นจากตำแหน่งประธานาธิบดีในปลายปีหน้าแล้วก็เป็นได้ เว้นเสียแต่ว่า กระทรวงต่างประเทศจะพิจารณาเลือกแต่งตั้งนักการทูตอาชีพ แทนที่จะเป็นนักการทูตสายการเมือง

นอกจากนี้ ปัจจัยในเรื่องระยะเวลาก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะสหรัฐฯขึ้นชื่อในเรื่องความล่าช้าในขั้น ตอนการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตแต่ละคน (ส่วนสำคัญเป็นผลมาจากภาวะการเมืองสองพรรคในวุฒิสภา) ว่ากันว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ต้องใช้เวลานานถึงประมาณแปดเดือนครึ่ง หรือประมาณ 258 วัน ในขั้นตอนกว่าที่วุฒิสภาจะอนุมัติ

จากบันทึกในปี 2557 ปรากฏว่า ทูตสหรัฐฯประจำประเทศเซียร์ราลีโอน (ในแอฟริกา) เคยสร้างสถิติใช้เวลารอการอนุมัติเห็นชอบจากวุฒิสภา นับจากวันที่ได้รับการเสนอชื่อนานถึง 351 วัน ทูตสหรัฐฯประจำอัลบาเนีย อาร์เจนติน่า และคาแมรูน แต่ละคนต้องรอนาน 330 วัน แม้กระทั่งทูตสหรัฐฯประจำติมอร์เลสเต้ (เพื่อนบ้านในอาเซียน) ก็ต้องรอนานถึง 229 วัน

เมื่อพิจารณาเทียบเคียงกับกรณีของประเทศไทยแล้ว จะเห็นได้ว่าใช้เวลาน้อยกว่ามาก หากนับจากวันที่ทูต คริสตี้ เคนนี่ย์ พ้นจากตำแหน่ง (6 พฤศจิกายน 2557) จนถึงวันที่ประธานาธิบดีโอบามาเสนอชื่อทูตคนใหม่ (13 เมษายน 2558) ห่างกัน 23 สัปดาห์ (ประมาณ 158 วัน) หรือหากจะนับรวมจากวันที่มีการเสนอชื่อ จนถึงวันที่วุฒิสภาอนุมัติเห็นชอบ (5 สิงหาคม 2558) ให้ กลิน ทาวน์เซนด์ เดวี่ส์เป็นทูตสหรัฐฯคนใหม่ ใช้เวลา 16 สัปดาห์หรือ 114 วัน ซึ่งถือว่าเร็วมาก หากวัดจากเกณฑ์เฉลี่ยของกรณีอื่นๆ ที่ได้กล่าวมาแล้ว

เพราะฉะนั้น จึงไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายน่ากังวลมากมายอย่างที่บางฝ่ายคิดเห็น แต่เป็นเหตุการณ์ที่ถือว่าปกติ หรืออาจจะเรียกว่าดีกว่าอีกหลายๆ ประเทศเสียอีก ทั้งๆ ที่มีเงื่อนไขเรื่อง “รัฐประหาร” เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับประเทศไทย

สิ่งดีๆ ที่ต้องคาดเดาต่อไปก็คือว่า ทูต กลิน ทาวน์เซนด์ เดวี่ส์ จะพิจารณาเลือกฤกษ์ดีในการเดินทางมารับตำแหน่งที่กรุงเทพฯอย่างไร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ประกาศชื่อว่าที่ทูตสหรัฐฯคนใหม่ตรงกับวันสงกรานต์พอดิบพอดี จนน่าเชื่อว่าเป็นความตั้งใจ (ดี) มากกว่าความบังเอิญ

ดังนั้น หากทูตสหรัฐฯคนใหม่ ตั้งใจเลือกเดินทางมารับตำแหน่งในช่วงโอกาสวันมหามงคลเดือนธันวาคม ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมเป็นฤกษ์ดีที่สุด ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯและไทย ให้อบอุ่นเหมือนเมื่อวันวาน ให้สมกับฐานะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่สหรัฐฯสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อ 182 ปีที่แล้ว

--------------------

ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ

[email protected]