เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม เคยประเมินความพร้อมด้านเน็ตเวิร์คของประเทศไทย ว่าจุดแข็งที่ทำให้อันดับยังอยู่ที่ 61
มาจากความพยายามของภาคเอกชนที่ช่วยกันขับเคลื่อนตลาด แต่มีตัวฉุดคะแนนคือนโยบายของภาครัฐและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งล่าสุดผลสำรวจมูลค่าตลาดสื่อสารประจำปี 2558 ที่จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ระบุภาพรวมตลาดสื่อสารประเทศไทยปี 2558 มีแนวโน้มขยายตัว 12.3% มูลค่า 561,418 ล้านบาท ปัจจัยผลักดันการเติบโตมาจากการใช้อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลภาคธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน รองรับการใช้งานคลาวด์คอมพิวติ้ง และบิ๊กดาต้า ตลอดจนการบริโภคสมาร์ทโฟนภาคครัวเรือน เพื่อเข้าถึงโซเชียล เน็ตเวิร์ค โมบายอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันการทำธุรกรรมออนไลน์เริ่มเป็นที่ยอมรับ รวมไปถึงการมาของ 4จี ทิศทางการเติบโตของตลาดปีนี้ยังคงมาจากการขับเคลื่อนความต้องการใช้งานของผู้บริโภคภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ
แม้รัฐบาลมีนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ทว่ายังเป็นเพียงการสร้างบรรยากาศและเพิ่มการตื่นตัวเท่านั้น ดังนั้น หากนโยบายดังกล่าวชัดเจน จะส่งผลเชิงบวกต่อทั้งตลาดรวมสื่อสารและเศรษฐกิจปี 2559 และต่อๆ ไป สำคัญต้องขยายโครงข่ายการให้บริการทั้งทางสายและไร้สายเพื่อรองรับการใช้งานดิจิทัลของประชาชน ขณะที่การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ความต้องการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการจะตอบโจทย์ดังกล่าวได้จำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายไว้รองรับ จากสภาพการณ์แนวโน้มตลาดเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ภาวะชะลอตัวต่อเนื่องทางเศรษฐกิจของประเทศยังเป็นปัจจัยลบและปัจจัยเสี่ยงหลัก อีกทางหนึ่งสถานการณ์ทางการเมือง ความมั่นคง ทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน ภาครัฐ รัฐวิสาหกิจชะลอการลงทุน เป็นไปได้ว่าจะส่งผลกระทบทำให้มูลค่าตลาดสื่อสารเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม วานนี้ (26 ส.ค.) นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้ประชุมผู้บริหารกระทรวง และหน่วยงานในสังกัด เพื่อมอบนโยบายในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่าพร้อมจะให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานเพื่อขับเคลื่อนการทำงานของทุกภาคส่วนในสังกัดไอซีที รวมถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างเต็มที่ โดยยอมรับว่าเป็นห้วงเวลาสำคัญเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ กระทรวงไอซีทีจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและงานของรัฐบาล ด้วยความมีศักยภาพที่เกี่ยวข้องกับหลายส่วน ดังนั้นต้องช่วยการดำเนินงานและปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อมุ่งสู่การขับเคลื่อนโดยใช้เศรษฐกิจดิจิทัล (ดิจิทัล อีโคโนมี) และใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาโครงสร้างประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศไปแล้ว จึงจะเดินหน้าต่อไปอย่างเต็มที่ พร้อมกับมีวิธีการและเป้าหมายการขับเคลื่อนที่ด้วยการให้ทุกหน่วยงานทำงานด้วยกันให้เกิดเป็นผลงานความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ใน 1 ปี และตั้งเป้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ อย่าง บมจ.ทีโอที บมจ.กสท โทรคมนาคม บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ต้องมีโครงการเพื่อให้บริการประชาชนออกมาเป็นทางการไม่ต่ำกว่าหน่วยงานละ 2 โครงการภายใน 1-2 เดือน
เราเห็นว่า คำมั่นจากรัฐมนตรีใหม่ไอซีทีนั้นน่าเชื่อถือ แต่ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ต้องรอเวลาพิสูจน์ ที่สำคัญต้องจับตาดูด้วยว่า ผลงานขับเคลื่อนต่างๆ จะเอื้อต่อเศรษฐกิจ และความต้องการของเอกชนผู้เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศอย่างแท้จริงหรือไม่









