วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความคาดหวังกับความเชื่อมั่น: สำคัญต่อการบริหารเศรษฐกิจ

ก่อนอื่นต้องขอร่วมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

จากเหตุสะเทือนขวัญวางระเบิดที่ศาลท่านท้าวพระพรหม ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร ในคืนวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง มีเจตนาในการทำลายล้างชีวิต จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 20 ราย ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ และบาดเจ็บอีก 120 ราย แม้เวลาได้ผ่านไปแล้วกว่า 1 สัปดาห์ แต่ก็ยังไม่สามารถจับตัวผู้ลงมือได้ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของคนกลุ่มใด แต่ขอให้ได้ทราบว่า ได้รับคำประณามและคำสาปแช่งของคนทั่วไป ให้ครอบครัวของผู้ลงมือหรือคนผู้อยู่เบื้องหลังในครั้งนี้ ประสบกับความหายนะ และไม่ประสบกับความสุขความเจริญในชีวิตตลอดไป และผลการกระทำนี้ ก็ยังอาจส่งผลตกไปยังครอบครัวและลูกหลานของผู้กระทำ

ปี นับเป็นการปรับใหญ่ที่มีการปรับคณะรัฐมนตรี ที่ดูแลด้านเศรษฐกิจแบบยกแผง นับตั้งแต่รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ไปจนถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง พาณิชย์ อุตสาหกรรม เกษตรและสหกรณ์การเกษตร พลังงาน และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ

การปรับใหญ่ในครั้งนี้ เป็นทั้งโอกาสที่มีทีมบริหารเศรษฐกิจที่เป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ก็เป็นสิ่งท้าทายคือเผชิญกับความคาดหวังสูงของประชาชน ที่ต้องการเห็นผลงานที่เป็นรูปธรรม ที่แม้จะไม่อาจเห็นผลงานได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่สิ่งแรกที่จะควรทำให้ได้คือ การฟื้นคืนความเชื่อมั่นของประชาชน ทั้งในฐานะของผู้บริโภค แรงงาน และผู้ประกอบการ

ประเด็นท้าทายอีกประการคือ เศรษฐกิจต่างประเทศ ที่เกี่ยวเนื่องอย่างมากกับความคาดหวังและความเชื่อมั่น ที่นับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมนี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก ในวันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม ที่ได้ถูกเรียกว่า “Black Monday” ที่ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งตัวลงอย่างรุนแรง ทั้งนี้ ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา ดัชนีดาวน์โจนส์ลดลง 588 จุด (-3.6%) ตลาดหุ้นของจีน (shanghai composite) -8.5% ตลาดหุ้นญี่ปุ่น นิเคอิ -4.6% ตลาดหุ้นเอเชีย( MSCI Asia ไม่รวมญี่ปุ่น) -5.1% และตลาดหุ้นไทยหดตัวลง 64.55 จุด หรือ -4.73% เป็นการลดต่ำสุดในวันเดียวที่รุนแรงมากที่สุด ตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.2008 การตกลงของหุ้นทั่วโลกในรอบนี้ เกิดจากความตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ของเศรษฐกิจจีน ที่ทำให้ขาดความเชื่อมั่น และมีความตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุทั้งๆ ที่ปัจจัยปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงที่ยังไม่ได้เลวร้ายดังที่ตลาดหุ้นคาด

ความกังวลคือ เกรงว่าเศรษฐกิจจีนเกิดภาวะการหดตัวอย่างรุนแรงที่เรียกว่า “Hard Landing” ทั้งๆ โดยที่ในไตรมาสที่สองของปีนี้ สามารถเติบโตได้ในอัตรา 6.8% ต่ำกว่าเป้าหมาย 7% ที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าหมายไว้ เพียงแต่สัญญาณของนโยบายทางเศรษฐกิจ ที่ส่งออกมาอาจสร้างความสับสนให้กับตลาด ทั้งนี้ รัฐบาลจีนได้มีการวางแผนปฏิรูปทางเศรษฐกิจจากเดิม เร่งรัดอัตราการเจริญเติบโตในอัตราที่สูง ที่พึ่งการส่งออก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และการเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ มาเป็นการทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตแบบมีความสมดุล ที่มีความยั่งยืนในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 7.0-7.5 ที่เป็นอัตราการเติบโตที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เรียกว่า “New Normal Growth”

โดยเน้นมาพึ่งการบริโภคหรือกำลังซื้อภายในประเทศเป็นหลัก ในขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีการควบคุมการขยายตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่เติบโตรวดเร็วเกินไป ทำให้ที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ว่างเปล่าอยู่เป็นจำนวนมาก มีการควบคุมการขยายตัวสินเชื่อ และการลงทุนของท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงมีการเข้มงวดกับสถาบันการเงินเงา ที่ปล่อยสินเชื่อที่มิได้มีกระบวนการคัดกรองที่ดี ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่ต้องการปรับตัวเข้าสู่การเจริญเติบโตที่ยั่งยืน แต่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านของการปฏิรูปดังกล่าว ย่อมมีผลกระทบข้างเคียงที่เกิดขึ้น และมีความกังวลว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจจีนหดตัวอย่างรุนแรง

ประกอบกับการซบเซาของเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้การส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้ การส่งออกของจีนขยายตัวได้เพียง 4.6% เทียบกับที่เคยส่งออกได้ในอัตราที่สูง จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการคือ นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ในวันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2558 ที่จีนประกาศให้ค่าเงินหยวนสามารถปรับเปลี่ยนจากค่ากลางได้ +/- 2.0% ต่อวัน โดยอ้างว่าต้องการวางรากฐานให้เงินหยวนปรับตัวตามกลไกตลาดมากขึ้น มีความเป็นสากลมากขึ้น ทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงในวันเดียว 1.99% จาก 6.116 หยวนต่อดอลลาร์ เป็น 6.2298 หยวนต่อดอลลาร์

และในสัปดาห์ที่สอง ทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนตัวลง 4% ซึ่งมีผลทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่องเนื่อง เพราะความกังวงต่อเศรษฐกิจจีน ว่าจะอ่อนตัวมากกว่าตัวเลขคาดการณ์ของทางการที่ 7% ซึ่งหากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน ที่แม้คาดว่ายังรักษาอัตราการเติบโตได้ไม่น้อยกว่า 6% แม้จะเริ่มมีดุลการคลังติดลบเล็กน้อย แต่ก็ยังมีทุนสำรองเงินตราจำนวนมหาศาลที่สูงที่สุดของโลกจำนวน 3.8 พันล้านดอลลาร์ เพียงแต่มีการแปลสัญญาณทางด้านนโยบาย ที่ส่งออกมาในทางลบที่มากเกินไป ทำให้ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อเศรษฐกิจลดลง