ไม่ว่าใครจะอยู่เบื้องหลังระเบิดรุนแรงที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ครั้งนี้มีผลให้คนไทย
ต้องยอมรับความจริงที่ว่ากรุงเทพฯ ได้เข้าสู่ภาวะเสี่ยง ต่อภัยคุกคามการก่อการร้ายในเมืองหลวงแล้วอย่างปฏิเสธไม่ได้
และไม่ว่าทฤษฎีไหนว่าด้วยคนที่บงการเหตุร้ายครั้งนี้จะได้รับการพิสูจน์ว่าถูกผิด แต่ที่แน่นอนก็คือว่าคนที่มีเป้าหมายจะสร้างความปั่นป่วน ให้กับสังคมไทยนั้นสามารถจะทำได้ง่าย เพราะระบบรักษาความปลอดภัยและป้องกันเหตุร้ายของเรายังเป็นระบบ “ไม่เป็นไร” และตั้งอยู่ที่บนพื้นฐานความเชื่อเดิม ๆ ว่า “คงไม่มีอะไร” แทนที่จะตั้งประเด็นไว้ก่อนว่า “อาจจะเกิดเรื่องได้”
ความขัดแย้งทั้งในสังคมไทยเองและในระดับสากลเป็นสาเหตุแห่ง “ความเปราะบาง” ของระดับความปลอดภัยสำหรับคนไทยในการดำรงชีวิตประจำวัน และเป้าของผู้ที่จะก่อเหตุร้ายคือจุดที่มีผู้คนพบปะกันเป็นประจำ
กลางใจเมืองและที่ชุมชนหนาแน่นจึงเป็นเป้าประสงค์ของนักวางแผนก่อเหตุร้ายเสมอ
และครั้งนี้ไม่ต้องสงสัยว่าผู้ก่อเหตุ “มุ่งหมายชีวิต” ของผู้ไร้เดียงสาให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อให้เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก สร้างความเสื่อมเสียให้กับชื่อเสียงประเทศไทยอีกรอบหนึ่ง
กรณีระเบิดสี่แยกราชประสงค์มีเบาะแสเพียงพอที่ฝ่ายความมั่นคงและข่าวกรอง รวมไปถึงฝ่ายสืบสวนสอบสวนจะต้องสามารถสาวไปถึงต้นตอของการวางแผน บงการและดำเนินการเพราะอย่างน้อยผู้ว่า กทม. และตำรวจยืนยันว่าภาพจากกล้องวงจรปิดหรือ CCTVs ในจุดนั้นถ่ายความเคลื่อนไหวก่อน ระหว่างและหลังการระเบิดมีมากเพียงพอที่จะสืบสาวไปถึงผู้ก่อเหตุได้
ลักษณะของระเบิดที่ตำรวจบอกว่าเป็น “แบบแสวงเครื่อง” และผู้ดำเนินการดูจะมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษเพราะเป็นการ “ระเบิดอย่างสมบูรณ์” ซึ่งแปลว่าใช้อำนาจการทำลายล้างสูงได้เต็มที่จึงทำให้มียอดคนเสียชีวิตเกิน 20 และบาดเจ็บเกือบร้อยคนทั้ง ๆ ที่ตำรวจบอกว่าระเบิดเพียงครั้งเดียว
หากฝ่ายความมั่นคงบอกว่า “รู้เบาะแส” แต่ “ไม่ชี้ชัดว่าเป็นใครหรือกลุ่มไหน” และไม่ตัดประเด็นไหนออกไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ เกี่ยวกับเรื่องโยกย้ายหรือความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ก็ย่อมแปลว่าคนไหนหรือกลุ่มใดหากต้องการจะใช้อาวุธรุนแรงเช่นนี้ก่อเหตุในจุดที่สร้างความปั่นป่วนได้เพียงนี้ก็ทำได้ทุกขณะ
นั่นคือความเปราะบางของสถานการณ์ที่จะต้องแก้ไขด้วยการสร้างมาตรการป้องกันและสร้างความตื่นตัวสำหรับประชาชนทั่วไปในการดำเนินชีวิตประจำวันจากนี้ไปในทุก ๆ ด้าน
ความตระหนักในการรักษาความปลอดภัย และให้เป็น “พลเมืองตื่นตัว” ที่มีความระแวดระวังในการทำกิจกรรมในที่สาธารณะจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องฝึกปรือให้เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน
ยิ่งในภาวะที่ข้อมูลไหลเทตลอดเวลาใน social media ก็ยิ่งทำให้การเผยแพร่ข่าวสารต้องมีความระมัดระวังมากขึ้นเพราะกรณีคืนวันจันทร์ก็เห็นได้ชัดว่ามี “ขบวนการ” เกี่ยวเนื่องกับการก่อเหตุร้ายด้วยการปล่อยข่าวเท็จข่าวลวง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปิดสถาบันการศึกษาและสถาบันการเงินทั้งหมดในวันรุ่งขึ้น
หรือที่มีการส่งข้อความ “จุดอันตรายทั่วกรุงเทพฯ” อย่างรวดเร็วฉับพลัน จนแม้เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลออกมาปฏิเสธก็มีการกระจายข่าวเรื่องนี้ไปอย่างกว้างขวางแล้ว
แนววิเคราะห์จากสำนักข่าวต่างประเทศในลักษณะ “เรียงลำดับเหตุการณ์” โยงใยกับเหตุการณ์ภาคใต้หรือเรื่องอุยกูร์ก็ไม่ได้มาจากหลักฐานหรือข้อมูล ณ ที่เกิดเหตุ เพียงเป็นการคาดการณ์ของนักข่าวต่างชาติบางคนเท่านั้น
จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องมีการตั้งหน่วยสื่อสารกับประชาชนและสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โปร่งใส และตอบคำถามทุกคำถามอย่างตรงไปตรงมาเพราะความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจะฟื้นคืนมาได้ก็ด้วยการบอกกล่าวความจริง ไม่ปิดบังอำพรางและเคารพในสิทธิรับรู้ข่าวสารของสาธารณชนเท่านั้น








