วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตรวจแถว "กฎหมายใหม่" หนึ่งปี สนช.

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าการที่สภาไทยไม่ค่อยมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

เป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้คนไทยจำนวนมากเสื่อมศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย จนหันไปเชียร์คณะรัฐประหาร 2557 ให้ “อยู่ไปนานๆ” หรือเรียกร้องให้ “ปฏิรูปให้เสร็จ” แล้วค่อยเลือกตั้ง ทั้งที่ยังไม่มีฉันทามติในสังคมว่า ควรปฏิรูปอะไรบ้างและอย่างไรดี แถมองค์กรที่มีส่วนสำคัญในความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา อันได้แก่ กองทัพ ตำรวจ และกระบวนการยุติธรรม ก็ยังไม่เห็นวี่แววของการเริ่มต้นปฏิรูป

หนึ่งปีเต็มหลังจากที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 220 คน ขึ้นมาทำหน้าที่แทนรัฐสภาและวุฒิสภา โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ได้เผยแพร่ “รายงาน 1 ปี สนช.” (ดาวน์โหลดได้จาก ) ในวันที่ 12 สิงหาคม 2558

รายงานชิ้นนี้ช่วยให้เราได้ทบทวนการทำงานของ สนช.และตอบความอยากรู้อยากเห็นของผู้เขียนว่า กฎหมายใหม่ๆ บอกอะไรเราได้บ้างเกี่ยวกับประเทศไทยภายใต้การบริหารของ คสช.

ในส่วนของการพิจารณากฎหมาย หนึ่งปีที่ผ่านมามีร่างกฎหมายที่เข้าสู่การพิจารณาของ สนช.จำนวน 130 ฉบับ (ไม่นับ พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2557 และ 2558) สนช.ประกาศให้ใช้เป็นกฎหมายแล้ว 108 ฉบับ อยู่ระหว่างการพิจารณา 22 ฉบับ และมีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ ไปแล้ว 28 ตำแหน่ง ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปแล้ว 4 คน

จากการประชุมเต็มคณะรวมทั้งสิ้น 80 ครั้ง สามารถออกกฎหมายได้ 108 ฉบับ เท่ากับว่าผ่านกฎหมายได้ 1.35 ฉบับ ต่อการประชุมหนึ่งครั้ง และทั้งปีเท่ากับ สนช.ผ่านกฎหมายเฉลี่ยเดือนละ 9 ฉบับ

เปรียบเทียบกับสภาผู้แทนราษฎรสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติที่ผ่านมา มีการประชุม 27 ครั้ง ระหว่างเดือนธันวาคม 2555 ถึง เมษายน 2556 สี่เดือนเห็นชอบร่างกฎหมายจำนวน 20 ฉบับ เฉลี่ยเดือนละ 5 ฉบับ (รายละเอียด http://thaipublica.org/2013/04/the-assembly-passed-act-20/)

มองในแง่นี้ก็ต้องนับว่า สนช. “ขยันกว่า” สภาปกติเกือบสองเท่า (ผ่านกฎหมายเฉลี่ยเดือนละ 9 ฉบับ เทียบกับ 5 ฉบับ)

แต่แน่นอน ลำพังเข็นกฎหมายออกมาได้ ไม่ได้แปลว่ามันจะเป็นกฎหมายที่ “ดี” โดยอัตโนมัติ ในแง่ว่ามันผ่านการพิจารณาความจำเป็นอย่างรอบคอบ ทำการสำรวจผลกระทบ และรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่จะได้รับผลกระทบมาแล้วอย่างถี่ถ้วน

ความเสี่ยงจากการไม่มี “ฝ่ายค้าน” ในสภา ปรากฏชัดในข้อเท็จจริงที่ว่า ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่เมื่อ สนช.รับหลักการในวาระที่ 1 แล้ว ถูกโหวตให้ตกไปเลยแม้แต่ฉบับเดียว

ไอลอว์ตั้งข้อสังเกตว่า “สนช.ทำงานอย่างรวดเร็วจนกฎหมายที่มีผลกระทบต่อประชาชน อาจเล็ดลอดออกมาประกาศใช้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งมีกฎหมายมากกว่า 10 ฉบับ ที่ผ่านการพิจารณาในขณะที่ยังเป็นข้อถกเถียงในสังคมอย่างแพร่หลาย”

ยกตัวอย่างเช่น พ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก หลังจากที่มีเสียงวิจารณ์มากมาย (และรัฐก็ไปถามความเห็นจากมหาเศรษฐีที่มีตำแหน่งทางการเมือง) ก็แก้ใหม่จาก 50 ล้าน เป็นเสียภาษีมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้าน ในอัตราคงที่ร้อยละ 10 ซึ่งผู้ที่ได้รับมรดกขนาดนี้มีจำนวนน้อย และอัตราคงที่ก็ผิดหลักสากลที่ว่า การเก็บภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำควรเก็บในอัตราก้าวหน้า

ยังไม่นับว่า การเก็บภาษีใหม่ๆ คือการเก็บภาษีโดยที่ประชาชนไม่มีปากเสียง หรือ “taxation without representation” - ผิดหลักการพื้นฐานของระบอบที่ผู้นำอ้างว่าเป็น “ประชาธิปไตย 99.99%”

พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ กฎหมายสำคัญที่ควรมีแต่เราไม่เคยมี เพื่อ ‘ตีกรอบ’ การชุมนุมให้ได้แสดงออกในทางที่ไม่ลิดรอนสิทธิคนอื่นจนเกินงาม ก็ได้ฤกษ์คลอดในยุคนี้ แต่เนื้อหากลับมีลักษณะควบคุม จนกลายเป็นการปิดกั้นการแสดงออก เช่น ระบุว่าการชุมนุมต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ล่วงหน้า 24 ชั่วโมง และห้ามชุมนุมบริเวณสถานที่ราชการ

จินตนา แก้วขาว หนึ่งในตัวแทนชาวบ้านที่ต่อสู้เพื่อคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน บ้านกรูด ให้ความเห็นน่าคิดว่า “ถ้ามีกฎหมายห้ามไปที่ว่าการอำเภอ ก็ต้องมีข้อบังคับให้พวกข้าราชการต้องออกมารับรู้ปัญหา มาเจอชาวบ้าน มาแก้ไขความเดือดร้อนด้วย ถึงจะเรียกว่ายุติธรรม ถ้าพวกเราไปชุมนุมหน้าตลาดสด ข้าราชการคนไหนจะสนใจมาพบ ...กฎหมายแบบนี้ถือว่าจำกัดสิทธิของประชาชน สิทธิในการมีส่วนร่วม จุดประสงค์เหมือนกับไม่อยากให้ชาวบ้านออกมาคัดค้านโครงการของรัฐ” (จากข่าว http://www.komchadluek.net/detail/20150717/209909.htm)

จากรายงานไอลอว์ “เมื่อพิจารณาระยะเวลาในการออกกฎหมายของ สนช.พบว่า ...ร่างกฎหมายที่พิจารณาเร็วที่สุด พิจารณา 3 วาระรวดภายใน 1 วัน มีจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 63) ร่าง พ.ร.บ.กองอาสารักษาดินแดน และร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม (องค์ประกอบคณะกรรมการข้าราชการยุติธรรม)”

นอกจากนี้ ต้องบันทึกไว้ว่า สนช.ชุดนี้มีประวัติการแก้กฎหมายที่ตัวเองออกอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ นั่นคือ ภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (แก้ไขเรื่องค้ำประกันและจำนอง) มีผลบังคับใช้ได้เพียง 1 วัน สนช.ก็ผ่าน พ.ร.บ.ฉบับแก้ไข โดยแก้ให้นิติบุคคลในฐานะผู้ค้ำประกันสามารถรับผิดเฉกเช่นลูกหนี้ร่วมได้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่กฎหมายเดิมอาจส่งผลกระทบต่อโครงการของรัฐที่มีธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ค้ำประกัน

เมื่อหันมาดูกฎหมายที่ประชาชนเป็นผู้ริเริ่ม พบว่า ก่อนการรัฐประหาร ภาคประชาชนเคยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ 2550 เข้าชื่อกัน 10,000 คน เพื่อเสนอร่างกฎหมายให้รัฐสภาพิจารณามาแล้วอย่างน้อย 50 ฉบับ มีร่างกฎหมายที่รัฐสภารับไว้พิจารณาแล้วแต่ยังไม่เสร็จ 26 ฉบับ

เมื่อ สนช.เริ่มปฏิบัติหน้าที่ “ก็ไม่ได้นำร่างทั้ง 26 ฉบับกลับเข้าสู่กระบวนการ แต่หากร่างฉบับไหนมีหน่วยงานภาครัฐเสนอเข้ามา ก็จะรับพิจารณาตามขั้นตอนไป แม้ว่าร่างที่หน่วยงานภาครัฐเสนอนั้น จะมีเนื้อหาแตกต่างจากร่างที่ประชาชนเคยเสนอค้างไว้ก็ตาม”

เมื่อประเมินจากระยะเวลาที่ สนช.ใช้ในการพิจารณาออกกฎหมายต่างๆ เราจึงน่าจะสรุปได้ว่า ภาคส่วนที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อ สนช.ได้แก่ กองทัพ ตุลาการ ข้าราชการ และธนาคาร ตามลำดับ

ประชาชนรั้งท้ายเช่นเคย

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ยังไม่นับการใช้ “อำนาจพิเศษ” ของผู้นำเผด็จการตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ซึ่งรวบอำนาจทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการมาไว้กับตัว

เมื่อประกอบกับมาตรา 48 บัญญัติการละเว้นความผิดและความรับผิด ก็เท่ากับว่า คสช.จะทำอะไรก็ได้ โดยไม่ต้องพะวงกับความรับผิดชอบที่อาจจะตามมาในภายหลัง

ซึ่งตลอดหนึ่งปีเศษตั้งแต่ยึดอำนาจจนถึงกลางเดือนสิงหาคม 2558 คสช.ก็ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไปแล้ว 23 ครั้ง (รายละเอียด http://ilaw.or.th/node/3679)