ความเป็นสมัยใหม่ถนนหนทางตึกรามบ้านช่อง เส้นทางคมนาคม บริการและสินค้าใหม่ๆ
เพิ่งมาถึงเมืองหลวงไหโข่วและเมืองใหญ่ๆ ของมณฑลไหหลำเมื่อไม่นานมานี้ 10-20 ปีกว่าๆ
เกาะไหหลำอยู่นอกวงความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของจีนมานาน ถึงจะอยู่ไม่ไกลชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ แต่ก็เหมือนแสนไกล กันดารลำบาก เคยและยังมีชนเผ่าชนพื้นเมืองมากมาย ขนาดเคยเป็นพื้นที่ “เนรเทศ” ของข้าหลวง ที่ทั้งทำผิดและถูกกลั่นแกล้งในสมัยระบบกษัตริย์ เกาะไหหลำไม่เหมือนเกาะฮ่องกงที่อยู่ใต้อังกฤษ 99 ปี หรือว่าเกาะฟอร์โมซา (เกาะไต้หวัน) ที่ทันสมัยทันเหตุการณ์ เปลี่ยนผ่านการยึดครองของโปรตุเกสและจีนคณะชาติสมัยเจียงไคเช็คและญี่ปุ่น
หลังมหาวาตภัยที่เกาะไหหลำเมื่อปี 2557 หากลูกผู้น้องฝ่ายเมืองไทยไม่เอาเงินไปช่วย บ้านของหลานคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกของผู้พี่อยู่กันสองสามครอบครัว ที่ถูกทำลายไปพร้อมกับบ้านของชาวจีนใน 68 มณฑลภาคใต้ของจีนในมหาวาตภัยคราวนั้น ก็คงยังไม่ได้สร้างใหม่
บ้านใหม่ที่พูดถึงนี้อยู่ในหมู่บ้านดั่งไท้ตัว (สำเนียงไหหลำ) ที่มีราว 40-50 หลังคาเรือน ตั้งอยู่ในหมู่หลายหลังสร้างใหม่ โดยมีอีกหลายๆ หลังปรักหักพังตั้งอยู่ใกล้ๆ กันโดยรอบ ที่ไม่ได้ลงมือสร้างใหม่ส่วนใหญ่เพราะยังมีเงินไม่พอ
ปัจจัยสำคัญช่วยสร้างบ้านใหม่ได้ในเร็ววันคือ เงินจากลูกหลาน สังเกตดูลูกหลานที่มีเงินมาสมทบ มักทำอาชีพอื่นในเมือง เช่น การค้า ลูกจ้าง พนักงาน ไม่ใช่เกษตรกร
ในอีกสามสี่หมู่บ้านใกล้ๆ กัน ซึ่งคณะเราสามสี่คนเวียนเข้าออกในช่วงสิบวันนี้ อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลเพียง 4-8 กิโลเมตร แล้วแต่จะไปจากจุดไหน ได้เห็นกับตาว่าล้วนตกอยู่ในภูมิทัศน์เดียวกัน คือราว 40-60 หลังคาเรือน มีคละกันไป ทั้งบ้านใหม่และบ้านปรักหักพัง มีทั้งบ้านเก่าที่ปะผุอาศัยอยู่ไปก่อน และที่ถูกทอดทิ้งขนาดกลายเป็นบ้านเล้าไก่
ดูๆ ไปก็จึงเหมือนมีสองยุคมายืนอยู่เคียงกันให้เราเห็น เพราะบ้านเก่าที่ยังมีซากปรักหักพังเหลืออยู่ ก็คือบ้านเก่าสร้างด้วยอิฐด้วยปูนโบราณอยู่มาอย่างน้อยๆ ก็ 2 ชั่วคน 40-50 ปี ส่วนบ้านใหม่ก็ใหม่เอี่ยมจริงๆ เป็นคอนกรีตปูกระเบื้องแวววับ เหมือนอย่างบ้านใหม่ในเมืองไทย ส่วนใหญ่ยังสร้างตามสถาปัตยกรรมดั้งเดิมที่มีลานโล่งในอาณาเขตของบ้าน ที่สร้างเป็นตึกสมัยใหม่กล่องทึบมีน้อยกว่า
สามหมู่บ้านที่กล่าวถึงนี้ ชื่อว่า ดั่งไท้ตัว เหลี่ยมทิ และ บ่วนตัว อยู่ในรัศมี 10-20 กิโลเมตร ของตลาด อง-เขี่ยน จังหวัดบ่วนเซียว (สำเนียงจีนกลางคือ เหวิน ชาง) ซึ่งภูมิประเทศเป็นที่ราบเนิน ที่ราบลุ่ม ทำการเกษตร เช่น ข้าว ถั่วลิสง ข้าวโพด พริก มองไปไม่เห็นป่าผืนใหญ่ อย่างเก่งมีดงมะพร้าวและไม้ยืนต้นอื่นประปราย ที่ทางการพยายามปลูกทดแทนหลังมหาวาตภัย
ชาวบ้านจำได้แจ่มชัด เล่าว่าพายุพัดอยู่เป็นวันเป็นคืน เสียงอื้ออึง ไฟดับ บ้านถล่ม ถนนหนทางเสียหายตัดขาด
เมื่อถามว่ามีคนเจ็บคนตายมากหรือไม่ ทุกคนที่กำลังเล่าอยู่ก็หยุดกึก มองกันไปมา ได้คำตอบในระหว่างญาติกันว่า ตัวเลขทางการคนบาดเจ็บเสียชีวิต ล้วนเป็นตัวเลขตกแต่ง ในความเป็นจริง มีคนตายบาดเจ็บมากกว่านั้น
ถามว่าทำไมต้องตกแต่งตัวเลข คำตอบคือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขอร้องชาวบ้านไว้ ว่าอย่าโวยวายเรื่องตัวเลข ให้ทำต่ำไว้แหละดี พวกเขาจะได้ไม่ถูกรัฐบาลกลาง (ของพรรคคอมมิวนิสต์) ตำหนิรุนแรง กระเทือนตำแหน่งหน้าที่การงาน การช่วยเหลือจะชะงักงันไปเปล่าๆ
เราคนฟังจึงถึงบางอ้อในทันที ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นกับชาวบ้าน ยังอยู่ในแบบ “หมู่บ้าน” กันมากๆ คือ ต่อรองทางอำนาจกันแบบคนในท้องถิ่น ถ้อยทีถ้อยอาศัย สานประโยชน์และขัดประโยชน์กันไปตามสถานการณ์ ที่จะทำอะไรตามข้อเท็จจริงตามกฎหมายตรงไปตรงมา สำหรับในหมู่เครือญาติ เพื่อนบ้านและคนรู้จักกันในท้องถิ่น ยังมีการ “เว้นวรรค” อยู่ ซึ่งในสังคมกึ่งเมืองกึ่งชนบททั่วไป รวมทั้งในบ้านเราก็คล้ายๆ กัน แม้ว่าตั้งแต่ปี 2492 เป็นต้นมา จีนอยู่ในระบอบคอมมิวนิสต์ และเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย
ทางฝ่ายผู้นำและเจ้าหน้าที่รัฐบาลท้องถิ่นในเมืองจีนนั้น ก็เห็นชัดว่าเอาใจเกรงกลัวรัฐบาลกลางอยู่มากๆ
สมัยนโยบายก้าวกระโดดไกลของท่านประธานเหมา ผู้นำท้องถิ่นก็ตกแต่งตัวเลขผลผลิตผล ไม่สนข้อเท็จจริงว่าตกต่ำขาดแคลน จนในที่สุดเสียหายมหาศาล คนจีนเรือนแสนเรือนล้านอดอยากตาย เพราะความผิดพลาดทางนโยบาย ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ
ด้วยการที่สังคมจีนสามสี่หมู่บ้านที่กล่าวถึง ยังคงความเป็นชนบทดั้งเดิมอยู่มาก ทั้งสถาปัตยกรรมบ้านเรือน ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่อรัฐ และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ที่ยังคงความเป็นเครือญาติ ร่วมแซ่ร่วมตระกูล การถือครองที่ดินเป็นแบบดั้งเดิม ระบบสายสัมพันธ์ทางสายโลหิตที่พาดลงบนที่ดินเดิม จึงทำให้ผู้เขียนที่ไปเกาะไหหลำครั้งนี้ครั้งแรก โดยไม่มีข้อมูลทางภูมิศาสตร์ใดในมือ เกี่ยวกับญาติของทั้งทางพ่อและทางแม่ ผู้ซึ่งบิดามาจากเกาะไหหลำทั้งคู่ และมารดาเป็นหญิงสัญชาติไทย เพียงมีผู้ชี้ช่องนิดเดียวว่า บ้านเดิมของก๋งทั้งสองอยู่ที่หมู่บ้านใด มีคนช่วยโทรศัพท์มือถือติดต่อคนในหมู่บ้านได้สักคนสองคน เมื่อไปถึงหมู่บ้าน ผู้เขียนก็ได้พบญาติรวมทั้งเพื่อนบ้านสืบทอดกันมาเป็นรุ่นๆ
หลายคนที่เคยเดินทางไปเยี่ยมบ้านบรรพบุรุษเมืองจีน ในรอบ 10-30 ปีมานี้ อาจกำลังนึกในใจว่าญาติทั้งหลายจะมารอขอสตางค์จากผู้เขียนที่มาจากเมืองไทยเป็นแน่
ขอบอกตั้งแต่ตอนนี้เลยว่า ไม่ใช่ (ยังมีต่อ)









