ในที่สุดคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยอมปรับท่าทีใหม่ ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญ
มาตรา 190 และ 281 ว่าด้วยหลักการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ หรือ Earmarked Tax ในกรณีการเก็บภาษีจากผู้ประกอบการสุรา ยาสูบ หรือภาษีบาป เพื่อนำรายได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านสาธารณะ ตามการร้องเรียนเกี่ยวกับข้อท้วงติงที่เกิดขึ้น ที่จะกระทบต่อการทำงานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งประเทศไทย (ThaiPBS) หลังจากที่ได้มีการเขียนบทเฉพาะกาล ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ให้ไทยพีบีเอส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกองทุนพัฒนากีฬา สามารถใช้ภาษีบาปได้โดยตรงอีกเพียงแค่ 4 ปี เนื่องจากโดยแรกเริ่มของการยกร่างต้องการจะยกเลิกการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะดังกล่าว โดยนายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างฯบอกว่า จะพิจารณาทบทวนหากเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการสุรา ยาสูบ แต่กระทบต่อองค์กรสาธารณะ ซึ่งต้องไม่ใช่การหักออกจากภาษีที่จัดเก็บได้ก่อนส่งเข้ารัฐ แต่เป็นการเก็บเพิ่มจากที่รัฐพึงได้และไม่กระทบต่อรายได้ของรัฐ โดยการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะคำนึงถึงลักษณะการเก็บ การจัดสรรรายได้เพื่อวัตถุประสงค์ และการดำรงอยู่ขององค์กรที่ใช้ภาษีในส่วนนี้
ภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะหรือ Earmarked Tax หมายถึงภาษีหรือค่าธรรมเนียม โดยรายได้ที่จัดเก็บได้นั้นจะต้องนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้เท่านั้น รัฐบาลไม่สามารถนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์อื่นๆ ได้ ประชาชนสามารถรับรู้ต้นทุนการใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์โดยเจาะจงของรัฐบาล เช่นด้านสาธารณสุขที่ทำให้ประชาชนตระหนักถึงความคุ้มค่าที่ได้รับ การลดการทุจริตคอร์รัปชัน และเป็นการจูงใจให้ประชาชนลดการบริโภคสินค้าบาป เพื่อส่งเสริมสุขภาพของประชาชน และเป็นการลดอุบัติเหตุ รวมถึงการทะเลาะวิวาท โดยที่การใช้ Earmarked Tax มีบทเรียนในต่างประเทศ เช่นที่สหรัฐจัดเก็บจากแก๊สโซลีน เพื่อนำมาเป็นเงินทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ในยุโรป ภาคครัวเรือนในหลายประเทศจะต้องซื้อใบอนุญาตรับชมโทรทัศน์ โดยค่าใบอนุญาตนี้ถือเป็นภาษีที่จะนำไปใช้เป็นเงินทุนในการออกอากาศรายการโทรทัศน์สาธารณะ แม้แต่ในออสเตรเลีย ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย จัดเก็บ Earmarked Tax หรือภาษีบาปจากบุหรี่ ขณะที่นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ รวมทั้งไทย จัดเก็บจากสุรา เพื่อควบคุมปริมาณการบริโภคและส่งเสริมสุขภาพของประชาชน
ดังนั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน จึงจะมีการหารือกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทบทวนบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และ 281 ว่าด้วยหลักการเก็บภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะหรือ Earmarked Tax ที่ภาษีบาปจากบุหรี่และสุรา โดยพิจารณาในหลักการที่ต้องเป็นความจำเป็นจริงๆ แต่ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องมีการพิจารณาอย่างละเอียดและใกล้ชิด โดยมีกระบวนการที่เรียกว่า Close Scrutiny ที่มีการใคร่ครวญอย่างละเอียดว่าเม็ดเงินภาษีที่ได้มานั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตรงตามเป้าหมายและด้วยความโปร่งใสตามหลักการธรรมาภิบาลที่ดี ไม่ว่าจะเป็นกรณีนำไปใช้ในกิจการด้านการส่งเสริมการกีฬา หรือนำไปใช้ในกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพของสสส. โดยทำให้เกิดประสิทธิภาพได้อย่างชัดเจนหรือไม่ แม้แต่การดำเนินงานของไทยพีบีเอสในฐานะทีวีสาธารณะที่ทำประโยชน์ให้กับสาธารณชนโดยเฉพาะกลุ่มคนที่อยู่ห่างไกล รวมทั้งจะสามารถทำหน้าที่สื่อเป็นกลางและมีอิสระจากการแทรกแซงทางการเมืองได้อย่างไร ล้วนเป็นสิ่งที่ทั้ง 3 องค์กรต้องพิสูจน์ให้ประจักษ์ในตัวเองกับสายตาของประชาชนได้มองเห็นคุณภาพขององค์กรอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตามในหลักการแล้ว ไม่ควรจะต้องมีการจัดเก็บ Earmarked Tax เพราะถ้าทุกหน่วยงานจะทำเหมือนๆกันหมด ในอนาคตอาจจะคุมเกมไม่ได้ เนื่องจากลักษณะการดำเนินการดังกล่าวเป็นกระบวนการเงินนอกงบประมาณ ที่ยากลำบากต่อการตรวจสอบ เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลต้องแบกรับภาระที่เกิดจากการจัดสรรเงินอุดหนุนกองทุนเงินนอกประมาณในแต่ละปีเป็นเม็ดเงินนับแสนล้านบาท จากรายงานของกระทรวงการคลังนับตั้งแต่ปี 2551-2557 รัฐบาลต้องอุดหนุนเงินนอกงบประมาณเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉลี่ยปีละ 1.47 แสนล้านบาท โดยในปี 2554 มีการอุดหนุนในจำนวน 1.16 แสนล้านบาทซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุด และสูงสุดถึง 2.14 แสนล้านบาทในปี 2556 โดยล่าสุดในปี 2557 มีการใช้เงินอุดหนุนถึง 1.55 แสนล้านบาท ซึ่งเงินเหล่านี้ล้วนเป็นเงินของแผ่นดิน ดังนั้นหากจำเป็นต้องมี Earmarked Tax ก็ต้องสามารถดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดได้









