สองคำที่ใช้กันเกลื่อนในแวดวงการเมืองและสื่อมวลชนคือ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” และ “โรดแมป”
โดยไม่มีการตั้งคำถามให้ลึกลงไปว่ามันคืออะไรกันแน่
เมื่อไม่ถาม ก็ไม่มีใครคิดตอบ แต่เมื่อถามเพื่อหาคำตอบจริง ๆ ก็ไม่มีใครตอบได้ การเมืองไทยจึงกลายเป็นเรื่อง “ก็ว่ากันไป” โดยไม่ยอมเผชิญกับความเป็นจริง และเป็นสาเหตุแห่งปัญหาของบ้านเมืองทุกวันนี้
คนที่ต้องตอบไม่อยากตอบ คนที่มีคำถามไม่รู้จะถามใคร เมื่อโยนคำถามขึ้นกลางอากาศ คนที่ตอบก็ตอบตามที่ตนอยากจะตอบ ไม่ว่าจะตรงกับคำถามหรือไม่ก็ตาม
บ้านเมืองจึงไม่มีทางออก เพราะคำตอบไม่เคยตรงคำถาม และคำถามบ่อยครั้งก็ไม่ได้ต้องการคำตอบ
ใครที่ต้องการเห็นการ “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ควรจะต้องอธิบายต่อด้วยว่าคำว่า “ปฏิรูป” ในที่นี้หมายถึงอะไร?
และจะปฏิรูปอะไรบ้าง?
ระดับของการปฏิรูปที่ว่านี้ไปถึงไหน เพียงแค่ร่างข้อเสนอถือว่าเป็นปฏิรูปหรือยัง?
หรือต้องรอให้มีการปฏิบัติตามข้อเสนอปฏิรูปนั้นก่อนจึงถือว่าเป็นการปฏิรูป?
และหากเป็นเช่นนี้ ใครหรือหน่วยงานไหนเป็นผู้ตัดสินว่าการปฏิรูปได้เกิดขึ้นแล้ว และสามารถเดินหน้าสู่การเลือกตั้งได้?
นี่เป็นคำถามพื้น ๆ สำหรับคนในสังคมที่ต้องการความชัดเจนของเส้นทางของประเทศชาติจากนี้ไป เพราะหากตกลงกันในเนื้อหาพื้นฐานเรื่อง “ปฏิรูป” ไม่ได้ ก็อย่าได้หวังว่าผู้คนในบ้านเมืองนี้จะพูดจาภาษาเดียวกันได้
ลงท้ายก็จะวนเวียนอยู่กับ “วาทกรรม” เรื่องปฏิรูปกับการเลือกตั้ง ฝ่ายหนึ่งก็อ้างว่าเลือกตั้งก่อนปฏิรูปก็จะนำประเทศกลับไปสู่ความวุ่นวาย การโกงเลือกตั้งและคอร์รัปชันเก่า ๆ
อีกฝ่ายหนึ่งก็จะอ้างกลับมาว่าคนที่เรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้งนั้นมีวาระซ่อนเร้น ไม่ได้ต้องการปฏิรูปจริง เพียงมุ่งหวังจะลากวันเวลาของการเลือกตั้งให้ออกไปยาวนานที่สุดเท่านั้นเอง
คำ “โรดแมป” ก็เป็นปัญหา เพราะแม้จะเป็นคำที่ใช้กับเป็นประจำ แต่ดูเหมือนจะคิดว่าคำนี้แปลว่ามีตารางเวลาที่ชัดเจน สำหรับการเดินทางก้าวต่อไปของทิศทางการเมือง
ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว โรดแมปเป็นคำกว้างที่ไม่ได้บอกตายตัวว่าอะไรจะเกิดเมื่อไหร่ เพราะมีปัจจัยความไม่แน่นอนสูง
พอใครตอบนักข่าวว่าทุกอย่างตามโรปแมป ก็เหมือนจะยอมรับกันว่าเป็นคำตอบที่รับฟังได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่คำตอบ
เพราะมันไม่ได้แปลว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิม เพราะเดิมก็ไม่มีอะไรแน่นอนอยู่แล้ว
แต่วาทกรรมการเมืองไทยเป็นเรื่องผิวเผินตื้นเขิน เอาตัวรอดไปวัน ๆ เท่านั้น
“โรดแมป” กับ “ไทม์ไลน์” ที่เรากำลังพูดกันอยู่ขณะนี้เป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนตามปัจจัย เช่นร่างรัฐธรรมนูญผ่าน สปช. หรือไม่ ถ้าไม่ผ่าน ต้องร่างใหม่ ร่างใหม่เสร็จแล้วยังต้องกลับมาลงมติกันอีกครั้ง ถึงตอนนั้น สปช. ไม่มีแล้ว มีแต่ “สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป” ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ว่าจะลงมติไปทางไหนอย่างไร
จากนั้นยังต้องผ่านกระบวนการประชามติ ซึ่งก็ยังมีคำถามว่าจะผ่านหรือไม่ ถ้าไม่ผ่านจะกลับมาร่างกันใหม่อย่างไร และหากผ่านจะนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งอย่างไร
ดังนั้นคำถามที่ควรจะถามเพื่อหาคำตอบให้ชัดเจนสำหรับคนทั้งประเทศก็คือ
จะเรียงลำดับความสำคัญของการปฏิรูปอย่างไร? ถ้าการเมืองเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง จะปฏิรูปการเมืองก่อนข้ออื่นหรือไม่?
ประชาชนสาขาวิชาชีพต่าง ๆ จะมีส่วนร่วมในการปฏิรูปอย่างไร? จะทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เดินหน้าปฏิรูปตามที่ตกลงกันได้อย่างไร?
เมื่อตกลงการจัดลำดับหัวข้อสำคัญที่ต้องปฏิรูปแล้ว จะกำหนดเวลาของแต่ละเรื่องอย่างไร
เพื่อจะได้ตกลงกันเรื่อง “โรดแมป” ที่เป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่าง ๆ ในสังคมที่พร้อมจะร่วมกัน “ปฏิรูป” อย่างจริงจังกันอย่างไร
เพราะวาทกรรมการเมืองที่แต่ละฝ่ายใช้เพื่อผลประโยชน์แห่งตนนั้น ไม่เคยแก้ปัญหาบ้านเมืองได้... ประสบการณ์อันเจ็บปวดของประเทศ ก็ได้พิสูจน์มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว









