รัฐบาลกำลังปัญหาเฉพาะหลายด้าน ในการแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน โดยปัญหาล่าสุดคือภัยแล้ง
ที่กำลังสร้างผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ด้านหนึ่งเป็นปัญหาที่ยากในการแก้ไข เนื่องจากเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติที่ไม่ควบคุมได้ อีกด้านหนึ่งเป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศเท่าที่เหลืออยู่ในเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ของประเทศ แต่ปัญหาที่ยังเป็นภาระหนักมากกว่าภัยแล้งคือปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชนทั่วประเทศ
ที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว ด้วยมาตรการกระตุ้นรายจ่ายภาครัฐ เพราะจากประเมินของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่างๆเห็นตรงกันว่าความหวังเดียวจะกระตุ้นเศรษฐกิจในปีนี้ได้คือผ่านนโยบายการคลัง ด้วยการเร่งลงทุนภาครัฐให้เร็วที่สุด เพราะจากดูดัชนีต่างๆที่ใช้เป็นเครื่องชี้วัดทางเศรษฐกิจแล้วจะเห็นว่าหากจะให้ภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศดูดีขึ้น ก็เหลือเพียงความหวังจากงบประมาณภาครัฐเท่านั้น ส่วนการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนที่เป็นส่วนสำคัญของระบบเศรษฐกิจนั้นต้องขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม หากยังไม่ได้ดีก็หวังได้ยาก
หากติดตามการทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่าให้ความสำคัญกับการเร่งรัดรายจ่าย ด้านการลงทุนและรายจ่ายของหน่วยงานรัฐ แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างล่าช้า บางคนกล่าวโทษระบบการตรวจสอบการทุจริจของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ทำให้การเบิกจ่ายแต่ละเรื่องเป็นไปด้วยความระวัดระวัง จึงทำให้เกิดความล่าช้าและเงินเข้าสู่ระบบไม่เป็นไปตามคาดการณ์ไว้ แต่อย่างไรก็ตาม หากฟังคำชี้แจงของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจต่างก็ยืนยันว่าการเบิกจ่ายเป็นไปตามแผน แม้จะล่าช้าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่น่าส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากนัก
อันที่จริง การใช้จ่ายภาครัฐในระบบเศรษฐกิจไทย ถือว่ามีสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าจะเร่งการเบิกจ่ายตามเป้าหรือเกินเป้าหมายก็ไม่ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศฟื้นตัวอย่างผิดหูผิดตามขึ้นมาได้ เพราะอย่าลืมว่างบประมาณด้านการลงทุนของรัฐส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งการกระจายงบประมาณมีค่อนข้างจำกัด เพราะขึ้นกับสัดส่วนการเบิกจ่ายประจำงวดงานและกระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้รับเหมาเท่านั้น ดังนั้นการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลทำได้เพียงการโชว์ตัวเลขจีดีพีให้ดูดีขึ้นเท่านั้น
ยิ่งกว่านั้นโครงการของรัฐบาล กว่าจะเห็นผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงก็ยังต้องใช้เวลา ไม่มีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชาชนในช่วงที่ยังไม่เสร็จโครงการ ซึ่งถือว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญของการลงทุนภาครัฐต่อเศรษฐกิจของประเทศ ยกเว้นกรณีที่เป็นนโยบายหรือโครงการที่ให้ความช่วยเหลือโดยตรงต่อประชาชน เช่น นโยบายการช่วยเหลือค่าครองชีพกลุ่มคนต่างๆ แต่โครงการลักษณะนี้ก็ช่วยเหลือได้เพียงแค่ชั่วคราวและทำได้ระยะสั้นเท่านั้น ในขณะที่ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก ทั้งต่อภาคเกษตรและภาคส่งออกขณะนี้มีมากกว่าที่จะเยียวยาในลักษณะระยะสั้นได้
จากแรงกดดันนี้เอง ทำให้มีข่าวลือออกมาต่อเนื่อง หรืออย่างน้อยก็สะท้อนออกมาจากบรรดาสื่อต่างๆ นั่นคือการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรีดูเหมือนว่าไม่ต้องการปรับเปลี่ยนทีมงาน เพราะเวลาบริหารประเทศเหลืออีกไม่มากนักตามโรดแมพ และจากการประเมินปัญหาที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ทั้งภัยธรรมชาติและเศรษฐกิจโลก เป็นเรื่องเหนือความสามารถของรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่จะแก้ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวหรือไม่ ก็อาจไม่มีประโยชน์อะไรต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพียงแต่ว่าการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีเป็นเพียงประเพณีทางการเมือง ที่มักใช้กันในกรณีที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้









