ไม่แปลกใจเท่าไหร่นักที่คณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาร่วมกับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
และส่งมือกฎหมายอย่าง วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาอธิบายความ ที่จะส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2558 ไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามมาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ที่คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สนช. เดิมตาม มาตรา 8(4) กำหนดว่าคนจะเป็น สนช.“ต้องไม่เคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง” เปลี่ยนเป็นคำว่า “ไม่อยู่ระหว่างเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”
ประเด็นนี้ ทำให้มีการมองกันว่าเป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่เคยถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เป็นเวลา 5 ปี สามารถเข้ามาเป็นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลได้ เพราะคุณสมบัติของสนช.กับคุณสมบัติของครม.เหมือนกัน
ที่บอกว่าไม่แปลกใจก็เพราะเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนเริ่มมีกลิ่นโชยออกมา ทำนองกำลังมีการแก้ไขเกี่ยวกับคุณสมบัติสนช. ที่ผูกโยงกับคุณสมบัติรัฐมนตรี
หากวิเคราะห์ลึกๆ ดูเหมือนจะมีความสำคัญยิ่งกับภาวะรัฐบาลขณะนี้ หากสามารถแก้คุณสมบัติสนช.ได้ สายตาจำนวนมากจับจ้องไปที่การปรับคณะรัฐมนตรีเสียมากกว่า แม้จะยังไม่มีใครออกมานั่งยัน นอนยันเวลานี้
เชื่อเถอะอีกไม่นาน เราจะเห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรี“ประยุทธ์ 2”
ยิ่งถ้าบอกว่าต้องประชามติให้ปฏิรูปประเทศ 2 ปีก่อนการเลือกตั้ง จะเป็น 1 ปี หรือ 2 ปี จะมีความสำคัญยิ่งกับการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือสังคม โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจที่ใครๆ ก็พอจะเข้าใจได้ว่าวันนี้ประเทศกำลังเผชิญอะไรอยู่บ้าง
หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องอยู่บริหารประเทศต่ออีกสัก 1-2 ปี แน่นอนที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ต้องเป็นหัวจักรสำคัญ ที่จะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศให้เดินไปข้างหน้าได้แบบ “ทีมเวิร์ค”
แต่ที่แน่ๆ เราคงจะได้เห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีใหม่เกิดขึ้นแน่นอน หากใครอยู่วงใน หรือมีความใกล้ชิดกับ“ผู้นำ”คงจะเห็นอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ปรากฏออกมา แม้จะไม่ชัดเจน100% แต่ก็พอจะคาดเดาได้
ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่องเศรษฐกิจ ทำอย่างไรให้การบริโภคในประเทศขยับตัวขึ้นมาได้ ทำอย่างไรที่จะให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ทำอย่างไรที่จะให้การส่งออกขยายตัวมากกว่านี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวไม่สามารถจะจัดการได้ สำคัญยิ่งทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลเท่านั้นที่จะเป็นขับเคลื่อน
ที่แน่ๆ คนที่ชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เมื่อ 16 กันยายน 2557 หลังจากพลาดท่าตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีไป ด้วยข้อห้ามบางประการ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาคนชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มิได้เป็นเพียงสมาชิกคสช.เท่านั้น แต่ดูเหมือนโดดเด่นไปเสียทุกเรื่อง เข้าร่วมประชุมได้เกือบทุกคณะ จนกลายเป็นที่ไว้วางใจในหลายๆ เรื่องจาก“ผู้พี่และผู้น้อง”เรียกว่าเป็นเสมือน“ไทลินอล” ก็ว่าได้ เพียงแต่บางเรื่องไม่ออกหน้าออกตาเท่านั้น แต่ก็อยู่เคียงข้าง“ผู้พี่และผู้น้อง”เสมอมา
ฉะนั้นหากมีการแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของ สนช. เสร็จเมื่อไหร่ เชื่อเถอะ..คราวนี้เราคงจะได้เห็นปรากฏการณ์ตัวเป็นๆ ของคนที่ชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ร่วมคณะรัฐมนตรีก็เป็นได้ เช่นเดียวกับคนที่ชื่อ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ที่ถูกมือดีเขี่ยทิ้งจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฉิวเฉียดก่อนประกาศรายชื่อเพียง 1 วัน
หากรอบหน้ามีการปรับคณะรัฐมนตรีจริง สมคิด ผู้ซึ่งคอยขนาบอยู่ข้างๆ ทั้ง “ผู้พี่และผู้น้อง” อยู่ทุกๆ เรื่อง อย่าแปลกใจถ้า...เขามา..









