วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ระลึกหนึ่งร้อยปี ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

วันศุกร์สิ้นเดือนที่แล้ว ผมได้ชมละครเพลงรอบปฐมทัศน์ เรื่อง มังกรสลัดเกล็ดเดอะมิวสิคัล

จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นละครอิงชีวประวัติการทำงานของศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในวาระครบรอบหนึ่งร้อยปีชาตกาล ดร.ป๋วย


ผมขอชมเชยคณะผู้จัดทำว่าทำได้ดี แม้รายละเอียดของบทละครในบางตอนอาจถูกตั้งคำถามจากผู้ที่ใกล้ชิด ดร.ป๋วย ในเรื่องข้อเท็จจริง แต่ผมก็เข้าใจดีว่า ละครเพลงก็คือละครเพลง ที่ต้องให้อารมณ์และความสนุกสนานในเนื้อเรื่องที่ต้องการถ่ายทอด ทำให้อาจมีข้อจำกัดในการสื่อชีวประวัติในรายละเอียด โดยเฉพาะจากทีมงานและนักแสดงที่เป็นคนหนุ่มสาว ที่อาจไม่เคยสัมผัสหรือรู้จักตัวตน ดร.ป๋วย มาก่อน และที่ทำได้ดีก็คือ พยายามทำให้เห็นความเป็นตัวตนของ ดร.ป๋วย ว่า เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่มีแต่ความตั้งใจดีทั้งชีวิตที่จะทำประโยชน์ให้บ้านเมือง นำเสนอท่านในหลายเกร็ด ตั้งแต่เรื่องชาติตระกูล ความรักชาติ ความกล้าหาญ ความรักที่มีต่อภรรยาและครอบครัว ความรักต่อหน้าที่ ความปรารถนาที่จะเห็นประชาชนในชนบทมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ความผิดหวัง และเหนือสุดก็คือ ความรักที่มีต่อบ้านเกิดเมืองนอน รักประเทศไทยในฐานะคนไทยคนหนึ่ง มุมมองเหล่านี้ได้ถูกสื่อออกมาในบทละครได้อย่างน่าสนใจ

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เกิดเดือนมีนาคม ปี 2549 ทำให้ปีหน้าอาจารย์ป๋วยจะมีอายุครบหนึ่งร้อยปี เมื่อท่านมีชีวิตอยู่ท่านเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและความสามารถมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศ เป็นลูกศิษย์ศาสตราจารย์รางวัลโนเบล ดร.เฟอเดริก ฮาเย็ก (Friedrich Hayek) นักเศรษฐศาสตร์ผู้เป็นต้นแบบของแนวคิดสำนักคลาสสิค ที่ให้ความสำคัญกับความเสรีของตลาด ดร.ป๋วย เมื่อกลับมารับราชการในประเทศไทย ก็ใช้ความรู้ความสามารถผลักดันและจัดตั้งสถาบันเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ที่เป็นรากฐานให้กับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงต่อมา เป็นนักบริหารที่เข้าใจปัญหาของประเทศเป็นอย่างดี ทำให้สถาบันเศรษฐกิจที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายการเงินการคลัง เช่น สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทสไทย สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจแนวใหม่ที่เกิดขึ้นในตอนนั้น

ดร.ป๋วย เป็นผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดีที่สุด และพนักงานรักมากที่สุด สามารถทำให้แบงก์ชาติทำหน้าที่ธนาคารกลางในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจได้อย่างสมบูรณ์ยาวนานถึงสิบสองปี ตลอดช่วงที่ท่านดำรงตำแหน่งโดยไม่มีการแทรกแซงจากการเมือง เป็นนักการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพื่อสร้างคุณภาพให้กับคนในประเทศ เป็นนักพัฒนาชนบทที่ต้องการยกฐานะความเป็นอยู่ของคนในชนบท เป็นครูบาอาจารย์ที่อยากเห็นศิษย์มีความเจริญก้าวหน้า และเป็นคนธรรมดาที่มีชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย สมมถะ แม้จะมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต


แต่ที่อยู่ในใจของคนไทยมาตลอดเมื่อพูดถึง ดร.ป๋วย ก็คือ ท่านเป็นตัวอย่างของคนดีที่ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ เป็นข้าราชการที่อุทิศตนให้กับการทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม กล้าที่จะปฏิเสธคัดค้านสิ่งที่ไม่ถูกต้องอย่างตรงไปตรงมา แม้จะเป็นความเห็นที่กระทบคนในระดับสูงสุดของรัฐบาล โดยไม่ห่วงเก้าอี้หรือตำแหน่ง เหล่านี้เป็นค่านิยมและความกล้าหาญที่หายากในสังคมไทย ที่ข้าราชการและคนในตำแหน่งกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างจริงใจ เพื่อหลักการที่ถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพ ในกรณี ดร.ป๋วย ความกล้าหาญบางครั้งก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แต่บางครั้งก็สร้างความเดือดร้อนให้แก่ตัวท่านและครอบครัว

ในละครเพลงมีฉากหนึ่งที่เป็นฉาก ดร.ป๋วย กล่าวสุนทรพจน์ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ต่อหน้านายธนาคารพาณิชย์และบุคคลระดับสูงของรัฐบาล ในงานเลี้ยงที่มีสื่อมวลชนร่วมอยู่ด้วย ซึ่งในตอนหนึ่งของสุนทรพจน์ ดร.ป๋วย ได้อ่านเป็นกลอน โดยตั้งใจเพื่อเตือนผู้บริหารประเทศคือนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ให้ตระหนักถึงผลประโยชน์ขัดแย้งของการทำหน้าที่ทางการเมืองในฐานะผู้นำประเทศ และการนั่งเป็นกรรมการในสถาบันการเงินซึ่งเป็นธุรกิจไปพร้อมๆ กัน ว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ทำให้นายกรัฐมนตรีขณะนั้นลาออกจากการเป็นกรรมการธนาคาร แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งที่ ดร.ป๋วย มีกับรัฐบาลเรื่อยมา นี่คือตัวอย่างของความกล้าในสิ่งที่ถูกต้องในการทำหน้าที่ ที่คนไทยทุกคนอยากเห็นและอยากให้มีมากๆ ในสังคมไทย

ช่วงตอนจบ บทละครจินตนาการให้ ดร.ป๋วยพร้อมด้วยภรรยา ได้มีโอกาสพบคุณแม่ของท่านอีกครั้ง หลังทั้งสามคนได้จากโลกนี้ไป ท่ามกลางเสียงเพลงก่อนหน้าที่สะท้อนอารมณ์และความผิดหวังของคนยุคสมัยปัจจุบัน ที่มีความตั้งใจดีต่อประเทศ อยากเห็นบ้านเมืองดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เกิดขึ้นด้วยเนื้อร้อง “ร้อยปีไม่เปลี่ยนแปลง”

ทำไมประเทศไทยร้อยปีไม่เปลี่ยนแปลง ทำไมปัญหาต่างๆ ดูยังเหมือนเดิม แก้ไขไม่ได้ ทำไมความตั้งใจดีของคนดีที่อยากทำให้ประเทศดีขึ้นอย่างจริงจัง มักไม่ได้รับการยอมรับหรือตอบสนอง อะไรเป็นปัญหาของสังคมไทย

ในเรื่องนี้ มีผู้รู้ท่านหนึ่งซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ และคุ้นเคยกับประเทศไทยมานาน ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาของสังคมไทย ก็คือคนไทยเคารพตัวบุคคลมากกว่าข้อเท็จจริงและความคิด (We respect people more than truth and idea.)

อันนี้เป็นคำกล่าวที่ทำให้เราต้องคิด เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เป็นพฤติกรรมของสังคมไทยจริงๆ ที่ให้ความสำคัญกับตัวบุคคล ตำแหน่ง และอำนาจของบุคคลมากกว่าข้อเท็จจริงหรือเหตุผล และเมื่อตัวบุคคลเป็นใหญ่ การใช้เส้นสายหรือระบบอุปถัมภ์ จึงได้กลายเป็นพฤติกรรมที่สังคมไทยยอมรับ และปฏิบัติใช้กันทุกระดับ จนประเทศมีปัญหามากมายอย่างที่เห็น ซึ่งล้วนมีต้นเหตุมาจากระบบอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองที่ใช้เงินซื้อเสียงซื้ออำนาจ (Money Politics) การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มแข็ง เศรษฐกิจที่มีการแข่งขันน้อย และระบบราชการที่อ่อนแอ ที่การแต่งตั้งข้าราชการจะพึ่งระบบอุปถัมภ์และความรู้จักมากกว่าความรู้ความสามารถ สิ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริง

อย่างไรก็ตาม สังคมไทยปัจจุบันก็มีคนดีที่ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติอีกมาก ที่กำลังช่วยกันแก้ไขให้ประเทศดีขึ้น และนับวันกลุ่มคนเหล่านี้ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งก็เพราะคนเหล่านี้ตระหนักดีว่า พฤติกรรมสังคมไทยอย่างที่เป็นอยู่ จะไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจและประเทศให้เข้มแข็งได้ในบริบทเศรษฐกิจโลก ที่แข่งขันกันด้วยความรู้ (ซึ่งก็คือข้อเท็จจริง) ด้วยความคิดที่นำไปสู่นวัตกรรมและการสร้างสรรค์ และด้วยธรรมาภิบาลที่ให้ความสำคัญกับความไว้วางใจ (Trust) ความโปร่งใส และความเป็นธรรม (Fairness) ซึ่งทั้งหมดตรงข้ามกับระบบอุปถัมภ์ที่เป็นพฤติกรรมหลักของสังคมไทย ทำให้สังคมจำเป็นต้องเปลี่ยนพฤติกรรม

ละครเพลงเรื่องนี้จึงให้กำลังใจและสนับสนุนคนดี ที่มีความตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติ ให้ช่วยกันทำงานเพื่อประเทศต่อไป ช่วยกันแก้ไขปัญหา เหมือนที่ท่านอาจารย์ป๋วยได้พยายามทำ เพื่ออนาคตของประเทศที่เรารักและเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของเรา