ข่าวทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจในช่วงนี้คือ ข่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มีความคิดจะเสนอการออกกฎหมายพิเศษในการปลดหนี้จำนวนมหาศาล
ที่รัฐบาลนี้ต้องแบกรับอยู่ในจำนวนวงเงิน 7.2 แสนล้านบาท (720,000 ล้านบาท) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นหนี้ของโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 5.2 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 72 ของการปลดหนี้ในครั้งนี้ กฎหมายพิเศษนี้อาจจะเรียกกันง่ายๆ ว่า “พ.ร.บ.ล้างหนี้โครงการรับจำนำข้าว” โดยมีหลักการ คือให้กระทรวงการคลังสามารถใช้ทุกวิถีทางมาปลดหนี้ส่วนนี้ ที่เป็นผลมาจากความผิดพลาดทางนโยบายตลอดจนการบริหารงานของอดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่คนไทยจะต้องรับภาระไปอีกนานกว่า 20 ปี ที่รัฐมนตรีคลังเองได้เอ่ยปากว่า “หากไม่ทำวิธีนี้คงต้องใช้ระยะเวลา 3 ชั่วคนจึงจะใช้หนี้จนหมด”
นอกเหนือจากหนี้เงินโครงการรับจำนำข้าวจำนวน 5.2 แสนล้านบาทแล้ว ยังมีหนี้ของการรถไฟมาบริหารจัดการด้วยอีก 1 แสนล้านบาท หนี้ของ ขสมก. กับประกันสังคม (ที่รัฐบาลในบางสมัยไม่จ่ายเงินเข้ากองทุน) อีก 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ หนี้ของการรถไฟ และขสมก. เป็นผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมที่ต่อเนื่องมายาวนาน ที่ส่วนหนึ่งจะเป็นการให้บริการแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย เช่นโครงการรถเมล์ รถไฟฟรี ที่พอจะยอมรับได้ แต่โครงการหนี้ความเสียหายของโครงการรับจำนำข้าวนี้เกิดในระยะเวลาสั้นๆ เพียงชั่วระยะเวลาประมาณ 2 ปีครึ่งที่มีการทักท้วงจากทุกฝ่าย จนในที่สุดแล้วประชาชนทั้งชาติต้องมารับภาระผ่านการจ่ายภาษีเป็นเวลายาวนานถึง 20 ปี
รายละเอียดของกฎหมายพิเศษนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาของกระทรวงการคลัง แต่ในเบื้องต้นนี้เป็นการให้อำนาจกระทรวงการคลังดำเนินการในการปลดหนี้ในส่วนนี้ ที่อาจหมายรวมถึงการอนุญาตให้กระทรวงการคลัง ขายหุ้นที่กระทรวงการคลังถืออยู่ ทั้งในส่วนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อันได้แก่ หุ้นของรัฐวิสาหกิจจำนวน 6 แห่งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นบริษัทเอกชนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังถืออยู่ทั้งผ่านกองทุนวายุภักษ์และการถือตรง นอกจากนี้ ยังมีหุ้นรัฐวิสาหกิจและเอกชนที่ไม่ได้จดทะเบียนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งพอกระแสข่าวนี้ออกมาก็ได้ส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวล่วงลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา ในขณะที่ตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในเอเชียอื่นๆ มีการปรับตัวขึ้นลง เพราะนักลงทุนส่วนหนึ่งกลัวว่ารัฐบาลจะเทขายหุ้นที่ถือครองไว้ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ไทยปรับลดลง
นอกจากการขายหุ้นที่รัฐถือครองแล้ว กระทรวงการคลังยังมีแผนต้องออกพันธบัตรเพิ่มเติม ระยะเวลาใช้หนี้ก้อนนี้รวม 20 ปี ซึ่งพันธบัตรแต่ละรุ่นจะมีอายุที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ความเหมาะสมของแต่ละเวลา เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ โดยจะมีการจัดตารางว่าหนี้แต่ละก้อนของก้อนใหญ่ๆ จากรถไฟไทย ขสมก. ประกันสังคม และธ.ก.ส.ในการจำนำข้าวนี้ ที่สำนักงานบริหารหนี้จะต้องทำการประเมินเพื่อให้ประหยัดภาระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยให้มากที่สุด และให้มีการบริหารจัดการหนี้ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
การออก พ.ร.บ. ล้างหนี้ครั้งนี้ เป็นวิธีการดึงหนี้ก้อนใหญ่ออกจากระบบงบประมาณรายปี เพื่อให้รัฐบาลมีความคล่องตัวในการบริหารงบประมาณ ที่มีแนวโน้มว่ามีความต้องการใช้เงินลงทุนจำนวนมากในอนาคต เพราะมีโครงการลงทุนในบริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าการขนส่งระบบราง ขนส่งมวลชน หรือระบบบริหารจัดการน้ำ เพราะโดยพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปีเองก็กำหนดวงเงินที่รัฐบาลจะขาดดุลงบประมาณได้ในแต่ละปีงบประมาณ หากงบประมาณส่วนของรายประจำประเภทเงินเดือนและวัสดุครุภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามค่าครองชีพแล้ว หากต้องมียอดเงินสำหรับการชำระคืนหนี้ต้นเงินกู้บวกดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดแล้ว ก็จะแทบไม่มีเงินเหลือเพื่อการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
แนวคิดการยกเอาหนี้ก้อนนี้ออกมาจาก พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นดาบสองคม เพราะแม้ผลดีคือให้มีสภาพคล่องในการบริหารงบลงทุนในระบบงบประมาณประจำปีในอนาคต แต่ก็มีข้อเสียคือ การเปิดช่องว่างให้สามารถเพิ่มวงเงินการขาดดุลในงบประมาณประจำปีได้ เป็นช่องทางที่จะทำให้รัฐบาลในอนาคตอาจจะเห็นเป็นช่องทางในการใช้เงินไปในโครงการอื่นๆ ที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่เกิดประโยชน์ และในที่สุดแล้วก็จะเป็นหนี้สาธารณะที่ประชาชนจะต้องรับผิดชอบ
และข้อเสียที่สำคัญอีกประการคือ ภาพลักษณ์ของ พ.ร.บ. ล้างหนี้ในครั้งนี้ที่ประชาชนต้องรับภาระชดใช้หนี้โครงการรับจำนำข้าวไปอีก 2 ชั่วคน ที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีความเห็นว่า หนี้ความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวมหาศาลก้อนนี้ ควรมีการเรียกเก็บจากผู้ที่ก่อให้เกิดขึ้นเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรีชุดที่สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น ข้าราชการและโดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจเอกชนที่มีส่วนร่วม โดยที่ยังไม่ได้มีการฟ้องเรียกร้องความเสียหายจากผู้ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย









