สกสค.นำเงินกว่า 2 พันล้านบาท ไปร่วมทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ที่จ.เพชรบุรี
ส่อผิดกฎหมายเพราะไม่ผ่านมติคณะระฐมนตรี (ครม.) เรื่องนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และแบงก์ชาติ ตรวจพบว่าเงิน และหลักทรัพย์อื่นที่นำมาค้ำประกันเป็นของปลอม กระทรวงศึกษาธิการ สั่งให้ บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด คืนเงินเงินพร้อมดอกเบี้ยในทันที
>>> 'พีระศักดิ์ กาฬดิษฐ์' นายกองค์การบริหารส่วนตำบลยางน้ำกลัดใต้ เผยว่า บริษัท บิลเลี่ยนฯ เพิ่งมาขออนุญาตตั้งโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ เมื่อมี.ค.ที่ผ่านมา
>>>และเมื่อ 30 มี.ค. ‘เสี่ยบิ๊ก’ เจ้าของบริษัท มาพบและทำประชาคมชาวบ้าน แต่ยังต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน ที่สำคัญบริษัทบิลเลี่ยนฯ ไม่มีใบอนุญาตพลังงานทดแทน
>>> เมื่อไปดูที่ดิน 1,192ไร่ ราคาประเมินไร่ละ 1 แสน เป็นที่ตั้งโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ที่สกสค.ร่วมทุน 2,100 ล้านบาท ตอนนี้พื้นที่ว่างเปล่า
>>> นายกอบต.ยางน้ำกลัดใต้ เปิดเผยว่า ส่งหลักฐานที่ปปง.ขอข้อมูลเส้นทางเงินบริษัท บิลเลี่ยนฯ ไปให้ปปง.แล้ว เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.
>>> เรื่องวุ่นๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ไม่จบ เมื่อครูทั่วประเทศกว่า 1 แสน 5 หมื่นคน กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก หลังกู้เงินจากโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ช.พ.ค. ที่ร่วมกับธนาคารและบริษัทประกันภัยในกำกับของรัฐ สุวัช ศรีสดครูผู้เสียหาย บอกว่า ช.พ.ค.บังคับให้สมาชิกทำประกันชีวิต วงเงินสินเชื่อ 9-10 ปี แท้ที่จริงกลับพบว่า เป็นประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ ไม่ใช่ประชีวิต อีกทั้งไม่ได้ให้กรมธรรม์ แก่ครูผู้เอาประกันแต่อย่างใด
>>> ครูญานิตา ศรีอุทธา บอกว่า กู้เงินจากช.พ.ค. กว่า 2 ล้าน 7 แสนบาท และถูกหักค่าเบี้ยประกันทันที 1 แสน 5 พันบาท ซึ่งเธอส่งเงินใช้หนี้ทุกเดือนๆละกว่า 1 หมื่นบาท ผ่านไป 4 ปีกลับพบว่า ยอดเงินต้นไม่ได้ลดลง จึงรู้ตัวว่าถูกโกง
>>> ครูที่ได้รับความเดือดร้อนจากโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเหลือเพื่อนครู หรือช.พ.ค.หลายสิบรายเดินทางมารวมตัวกัน หลังถูกหลอกให้ทำประกันชีวิต โดยจ่ายค่าเบี้ยประกันล่วงหน้า 9 ปี หรือเฉลี่ยรายละกว่า 1 แสนบาท แต่เเท้ที่จริงช.พ.ค.กลับทำเพียงประกันอุบัติเหตุและสุขภาพให้สมาชิก ซึ่งก่อนหน้านี้สมาชิกได้ร้องเรียนไปยังปปง.ให้เข้ามาตรวจสอบเส้นทางการเงิน
>>>สำหรับโครงการนี้ มีครูที่ได้รับความเดือดร้อน เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับปปง.แล้วกว่า 5,000 ฉบับ จากสมาชิกผู้กู้กว่า 1 แสน 8 หมื่นคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 8,500 ล้านบาท
>>> พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และหน่วยกู้ภัยกว่า 150 นาย สนธิกำลังกันปิดล้อมจับกุมเด็กแว้นป่วนเมือง บริเวณถนนราชพฤกษ์ ได้จำนวน 425 คน ว่า เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเรียก หรือออกหมายเรียกคนที่ทำผิด มาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เรียกมาเพื่อนำตัวหรือส่งตัวฟ้องต่อศาลต่อไป ไม่ได้หมายความว่าฟ้องไม่ทันแล้วเรื่องจะจบ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ สาเหตุที่ฟ้องไม่ทันก็อาจจะเป็นเพราะว่าจำนวนมาก เวลาน้อย ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนของธุรการได้ทัน ไม่ได้หมายความว่า พอฟ้องไม่ทัน คนเหล่านั้นจะพ้นผิดหรือพ้นมลทิน
>>> “เราคงไม่ปล่อยให้เด็กหรือเยาวชน มาประพฤติตนหรือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สร้างความเดือนร้อนให้สังคม จะต้องมีมาตรการที่เข้มข้นกว่านี้ ไม่ใช่เพียงการควบคุมตัว ส่งฟ้องศาล นำตัวไปละลายพฤติกรรม เรียกผู้ปกครองมาว่ากล่าวตักเตือน เดี๋ยวก็จะมีการทำผิดอีก ควรจะต้องมีมาตรการที่ดีกว่านี้ ผมเชื่อว่าประชาชน ซึ่งได้รับความเดือนร้อนรำคาญจากแก๊งเด็กแว๊นเหล่านี้ คงให้การสนับสนุนการทำงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะว่าเราจะต้องทำในสิ่งที่แก้ปัญหาแบบยั่งยืน ไม่ใช่แก้ปัญหาไปวันๆ” พล.ต.อ.สมยศ ระบุ
>>> พรุ่งนี้ เวลา 13.00 น. ผู้ว่าการการท่าอากาศยาน จะไปขอโทษจุฬาราชมนตรี กรณีตรวจค้นผู้นำศาสนาแบบไม่เหมาะสม ที่ สำนักจุฬาราชมนตรี









