วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สถาบันการเงินรัฐเป็ดง่อย

กรณีนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธปท. ได้ขอร้อง

ให้ธนาคารพาณิชย์ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อหวังส่งผ่านนโยบายการเงิน ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือกนง. ที่ปรับลดดอกเบี้ยในปีนี้ไปแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยของกนง. ก็เพื่อใช้นโยบายการเงินเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เหมือนกับหลายประเทศที่หันมาใช้นโยบายการเงินเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการประคับประคองเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากภาวะชะลอตัว

แต่ธนาคารพาณิชย์ก็สนองตอบ ต่อการส่งผ่านทางนโยบายการเงินของกนง.น้อยมาก ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากข้อจำกัดของธนาคารพาณิชย์ หรือเพียงเพื่อประคับประคองธุรกิจ แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นก็คือ ธปท.เองไม่สามารถไปบังคับธนาคารพาณิชย์ให้ต้องปรับลดดอกเบี้ยตามได้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเริ่มทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง เพื่อหวังว่าจะส่งผ่านนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ลงไปในระดับล่างได้

อีกด้านหนึ่งของท่าทีธปท.ในครั้งนี้ ก็สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินส่วนหนึ่ง มีปัญหาบางอย่างภายใน นั่นคือสถาบันการเงินของรัฐ ซึ่งจะเห็นว่าอย่างกรณีธนาคารกรุงไทยแม้เป็นสถาบันการเงินของรัฐเอง ก็สนองตอบต่อนโยบายของธปท.ได้จำกัดและล่าช้ากว่าสถาบันการเงินของเอกชน ทั้งๆ ที่ในอดีตแล้วรัฐบาลมักจะใช้กลไกสถาบันการเงินของรัฐเป็นตัวชี้นำตลาด ก่อนสถาบันการเงินของเอกชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกิดความผิดปกติขึ้นในสถาบันการเงินภาครัฐ

หากย้อนกลับไปในอดีตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และเป็นยุคของประชานิยม รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ต่างก็ใช้สถาบันการเงินภาครัฐเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจและสนองนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่มีประชานิยมสุดขั้ว ในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลยุคหลัง มีการสั่งให้สถาบันการเงินเหล่านี้ดำเนินนโยบายสอดคล้องไปกับรัฐบาล

จากนโยบายประชานิยม ทำให้สถาบันการเงินของรัฐอ่อนแอ ดังจะเห็นได้จากเมื่อปีที่ผ่านมา มีสถาบันการเงินอย่างน้อย 2 แห่งของรัฐเริ่มมีปัญหา คือไอแบงก์ กับธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ประสบกับการขาดทุนและมีปัญหาสภาพคล่องรุนแรง จนกระทรวงการคลังต้องหาทางแก้ไข ซึ่งไม่นับรวมถึงธนาคารใหญ่อย่างออมสิน กรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารอาคารสงเคราะห์

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็แสดงให้เห็นว่าแบงก์รัฐเองมีปัญหา ในเรื่องการสนองนโยบายรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะพยายามให้สถาบันการเงินเหล่านี้มีบทบาทกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ปรากฏว่าแต่ละแห่งทำกันได้น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต และบทบาทที่น้อยลงของนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐมนตรีคลังในอดีต ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินรัฐมีข้อจำกัดจริง

ดังนั้น หากรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดภาพการแทรกแซงระบอบเศรษฐกิจ ในเรื่องนโยบายการเงิน รัฐบาลและธปท.ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหันมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับสถาบันการเงินของรัฐ ให้กลับมามีบทบาทเหมือนเช่นในอดีต และเป็นบทบาทที่ควรจะเป็นในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าสถาบันการเงินของรัฐแทบไม่มีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็สะท้อนให้เห็นว่าสถาบันการเงินเหล่านี้เผชิญปัญหาเดียวกับงบประมาณรัฐบาล นั่นคือติดกับดักประชานิยม