วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอสเอ็มอี ปรับทางทำเงิน “หันซบส่งออก”

ก่อนสถานการณ์การเมืองจะคลี่คลาย ยอดขายอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ภายในประเทศ ของปี 2557 ติดลบไปแล้วกว่า 20%

 แต่เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) เริ่มมีความหวังว่า “กำลังซื้อจะกลับมา” และมูลค่าของอุตสาหกรรมจะเป็น “บวก” อีกครั้ง

ทว่า กลับไม่เป็นเช่นนั้น หลังเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ส่งผลให้กำลังซื้อสำคัญอย่าง “กลุ่มระดับกลาง-ล่าง” หดหายไป ตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในอัตราสูง น่าจะเป็นตัวชี้วัดที่ดี

เมื่อยอดขายในประเทศทำท่าจะเป็น “บวกยาก” ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี หันไปเพิ่งพาส่งออกมากขึ้น หลังตัวเลขเศรษฐกิจในบางประเทศเริ่มส่งสัญญาณดีขึ้น 

สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ “จิระบูลย์ วิทยสิงห์” นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน ที่บอกว่า

   “แม้กลุ่มลูกค้าระดับกลาง-ล่าง จะกลับมาใช้เงินซื้อผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ในช่วงวันหยุดยาวช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา แต่คงไม่ได้ช่วยให้อุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ในปีนี้ฟื้นตัว”

ฉะนั้นเมื่อตลาดในประเทศทำท่าจะโตลำบาก ไม่แปลกที่ผู้ประกอบการจะออกไปหาเงินนอกบ้าน ตัวเลขการส่งออกผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา ถือว่า “สร้างเซอร์ไพรส์มาก” โดยเฉพาะตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และเวียดนาม เป็นต้น

     จากเดิมที่ส่งออกสินค้าไปในประเทศดังกล่าวมีการเติบโต “ติดลบ” แต่ในช่วง 2 เดือนแรก ส่งออกกลับมาเป็น “บวก” โดยเฉพาะประเทศจีนถือว่า “โดดเด่นมาก” เพราะมีการเติบโตมากถึง 43% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 520 ล้านบาท

     ส่วนประเทศเกาหลีใต้ มีมูลค่าส่งออกโตประมาณ 25% และประเทศเวียดนาม มูลค่าส่งออกขยายตัวประมาณ 7.75% ซึ่งสินค้าที่ทำให้ยอดส่งออกดีไม่ได้กระจุกตัวอยู่ในผลิตภัณฑ์ใดเป็นหลัก แต่กระจายอยู่ในทุกๆ ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่กว่า “ร้อยประเภท”

     “ปีก่อนตัวเลขส่งออกผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไปประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาติดลบถึง 8% และ 7% ตามลำดับ เมื่อรวมกับยอดส่งออกที่ติดลบในประเทศอื่นๆ ส่งผลให้ยอดส่งออกของไทยในปี 2557 ติดลบมากถึง 1.81% เดิมเคยคาดการณ์ว่า ส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะโต 1-2%”  นายกสมาคมของขวัญของชำร่วยไทยและของตกแต่งบ้าน กล่าว

      เขา ยอมรับว่า ตอนนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ทั้งปี 2558 ตัวเลขส่งออกผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์จะขยับจากมูลค่า 1 แสนล้านบาท มาเป็น 1.1 แสนล้านบาท หรือเติบโต ประมาณ 1-2% จากปีก่อนหรือไม่ เพราะต้องรอดูสถานการณ์ในช่วง 3-4 เดือนนี้ก่อน แต่เชื่อว่า ครึ่งปีหลังน่าจะดีกว่า 6 เดือนแรก

      โดยตลาดที่จะช่วยส่งออกของไทย คงหนีไม่พ้น 6 อันดับแรก คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แถบเอเซีย แถบยุโรป เยอรมัน อังกฤษ  จีน และเยอรมัน ซึ่งประเทศดังกล่าวมีมาร์เก็ตแชร์ที่ระดับ 22% -15% -13% -13% -4% -3.9% และ 3.7% ตามลำดับ

      อย่างไรก็ดี ตลาดในประเทศเยอรมันน่าจะมีส่วนช่วยได้มาก เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศของเขาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น โดยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีตัวเลขส่งออกเติบโตถึง 19% ขณะที่ทั้งปี 2557 มีตัวเลขขยายตัว 3%

 เมื่อการค้าขายในประเทศเริ่มตึงตัว ขณะที่ตลาดส่งออก คือ “ทางหาเงินที่ดี” ก็ไม่ผิดหากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเจ้าอื่นๆ 

 จะเลียนแบบรุ่นพี่ที่ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์กำลังซื้อหด..