การออกมาประกาศว่านายกรัฐมนตรีทหารจะอยู่ในอำนาจไปอีกสามปีของหมอดูชื่อดัง (เฉพาะทหาร) ทำให้สังคมการเมืองไทยปั่นป่วนไปไม่น้อย
เพราะคนเริ่มที่จะคิดว่าหากชะตาชีวิตของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกกำหนดมาแล้วก็จะนำสังคมไทยไปสู่ความไม่แน่นอนมากขึ้น หนังสือพิมพ์ก็เริ่มที่จะหาความเห็นของโหราจารย์ท่านอื่นมาให้ความเห็นแย้งว่าคำกล่าวของหมอดูท่านที่ว่านั้นไม่ใช่การใช้หลักวิชาโหราศาสตร์ รวมทั้งนักคิดท่านหนึ่งก็เน้นว่าควรจะมีการตรวจสอบผลการทำนายของหมอดูบ้างเพื่อขจัดความเชื่อของผู้คน
ปรากฏการณ์ในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าคนในสังคมไทยเชื่อหรือพึ่งพิงหมอดูมากขึ้นกว่าเดิมมาก หากลองทบทวนจะพบว่าหมอดูฟันธง/คอนเฟิร์ม/เทพธิดาพยากรณ์ แม่ชีพยากรณ์ ฯลฯ เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลานี้ ผมงงและสงสัยว่ารายได้ของหมอดูชื่อดังเหล่านี้จะแจ้งให้กรมสรรพากรในการเสียภาษีช่องไหน เพราะเดาว่ารายได้ท่านคงจะมากกว่าคนทำมาหากินทั่วไปมากทีเดียว
อะไรทำให้เกิดการขยายตัวของหมอดู จนถึงเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นอุตสาหกรรม “ดูอนาคต”
การขยายตัวของผู้บริโภคการ “ดูอนาคต” ได้ทำให้ผู้ประกอบการ “ดูอนาคต” ได้พยายามที่จะมีส่วนแบ่งตลาดให้มากที่สุด พร้อมๆ กันนั้น ก็เกิดกระบวนแบ่งเกรด/จัดชั้น/ระดับของผู้ประกอบการ บางคนพยายามสร้างตลาดชั้นสูงหรือตลาดเฉพาะกลุ่มโดยเฉพาะสร้างตลาดชนชั้นสูง (Niche Market) เช่น หมอดูทหารวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ แห่งสำนักสุขิโต เชียงใหม่ ผู้ประกอบการหมอดูจำนวนหนึ่งพยายามจะกวาดหมดตลาดด้วยการใช้สื่อทางคอมพิวเตอร์และรายการโทรทัศน์
ตลาดของอุตสาหกรรม “ดูอนาคต” ใหญ่มากครับ อาจจะกล่าวได้ว่ากินพื้นที่ทางสังคมทั้งหมดของสังคมไทย
ทำไมผู้คนจำนวนมากมายมหาศาลและทุกชนชั้นในสังคมไทยจึงต้องซื้อบริการการดูอนาคตเช่นนี้
คำตอบแรกก็คือผู้คนเข้าหาหมอดูเพราะเขาไม่สามารถจะเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่สามารถจะยอมรับผลกระทบจากปรากฏการณ์หนึ่งๆ ที่มีต่อตัวเขาได้ ความไม่เข้าใจ/ไม่สามารถรับได้ จึงทำให้ผู้คนต้องการการอธิบายที่ทำให้เขาเข้าใจและทำใจยอมรับได้
การที่ผู้คนไม่เข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสองด้าน ด้านแรกได้แก่ ระบบการศึกษาทั้งหมดของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาระดับใดก็ตามเป็นการศึกษาที่ไม่เอื้ออำนวยให้ผู้คนเข้าใจ “ตัวเอง” และความสัมพันธ์ทางสังคมได้เลย วิชาในการศึกษาระดับก่อนอุดมศึกษาได้เน้นวิชาเฉพาะด้านแบบตื้นๆ วิชาที่เน้นให้เข้าใจตนเองกับความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น พลศึกษา ลูกเสือ/เนตรนารี กลับถูกทิ้งให้อยู่ในมือของครูที่ไม่ค่อยได้เรื่องในวิชาเฉพาะอื่นๆ วิชาพื้นฐานในระดับอุดมศึกษาที่น่าจะเป็นการวางรากฐานให้นักศึกษาเชื่อมโยงตัวเองกับความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ของสังคม ก็กลายมาเป็นการเน้นให้เห็นหรือรู้จักในสิ่งที่ไม่มีจริงในสังคม เช่น วิชาภูมิปัญญาไทย (ชื่อทำนองนี้แหละครับ) หรือพื้นฐานรัฐศาสตร์ก็เป็นการบอกเล่าความคิดของนักคิดรัฐศาสตร์โบราณ โดยที่ไม่นำไปสู่ความเข้าใจอะไรมากกว่าท่องจำ
การศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่สูงขึ้นไปก็ยิ่งทำให้กลายเป็นส่วนเสี้ยวของความรู้มากขึ้น ยิ่งทำให้ไม่สามารถทำความเข้าใจชีวิตและความสัมพันธ์ทางสังคมได้เลย ผมประเมินเอาจากกลุ่มคนที่เข้าไปสู่ลัทธิพิธีใหม่ๆ พบว่าคนจบปริญญาโทและเอกเพิ่มขึ้นมากกว่ามาก และผมเดาต่อไปว่ากลุ่มคนจบการศึกษาสูงๆ นี้ซื้อบริการการ “ดูอนาคต” นี้ไม่น้อยทีเดียว
พร้อมไปกับการสูญเสียศักยภาพในการเข้าใจตนเองกับสังคม ในรอบยี่สิบปีที่ผ่านมา โครงสร้างของสังคมได้เปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งและไพศาล กล่าวได้ว่าในปัจจุบันสังคมไทยได้กลายเป็นสังคมโครงสร้างหลวมและไร้ระเบียบอย่างแท้จริง
เมื่อห้าสิบปีก่อน นักวิชาการฝรั่งได้ศึกษาหมู่บ้านบางชัน มีนบุรี และพบว่าโครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมในบางชันนั้นไม่มีระเบียบ ทุกคนเป็นปัจเจกชน นักวิชาการฝรั่งนั้นก็ได้ใช้ลักษณะทางสังคมของบางชันเป็นตัวแทนสังคมไทยทั้งหมดว่าสังคมไทยเป็นสังคมโครงสร้างหลวม หลังจากนั้นไม่นานนักวิชาการไทยจำนวนมากโดยเฉพาะกลุ่มที่มองเห็นพลังของชุมชน ได้โต้แย้งและเน้นว่าสังคมไทยไม่ใช่โครงสร้างหลวมทั้งหมด พื้นที่ชุมชนมากมายยังมีโครงสร้างที่กระชับแน่นอยู่
แต่ในวันนี้เอง ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ได้ทำให้โครงสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมของสังคมไทยได้เข้าสู่การเป็น “สังคมโครงสร้างหลวม” ซึ่งแตกต่างออกไปจากสังคมไทยที่เราคิดว่าเรารู้จักไปแล้วโดยสิ้นเชิง (สังคมโครงสร้างหลวมปัจจุบันเป็นอย่างไร จะขอเก็บไว้ขยายในคราวต่อๆ ไปนะครับ)
สังคมโครงสร้างหลวมไร้ระเบียบของสังคมไทยปัจจุบันทำให้ผู้คนทั้งหมดไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสภาพปัจจุบันจะนำไปสู่อนาคตอย่างไร เพราะไม่มีระบบระเบียบพอจะให้หมายรู้ได้ว่าวิถีทางชีวิตของตนจะเดินไปในทางใด หากเปรียบเทียบกับสังคมรัฐสวัสดิการในตะวันตกหรือสังคมญี่ปุ่นก่อน 1990 จะพบว่าประชาชนของรัฐเหล่านั้นสามารถมองเห็นอนาคตตนเองได้ชัดเจน
ผู้คนที่ไร้ศักยภาพในการทำความเข้าใจสังคมและไม่สามารถเชื่อมต่อกับสังคมได้และต้องดำรงชีวิตอยู่ในสังคมโครงสร้างหลวมไร้ระเบียบ จึงทำให้ความหวาดผวาและหวาดหวั่นต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตตนมีสูงกว่าปรกติทั่วไป ความต้องการที่จะรู้/คาดเดา/คาดหมายอนาคตจึงรุนแรงมากขึ้น และส่งผลทำให้เกิดอุตสาหกรรม “ดูอนาคต” ขึ้นมา
ปรากฏการณ์อุตสาหกรรม “ดูอนาคต” จึงสะท้อนให้เห็นผู้คนในสังคมไทยที่กำลังตกอยู่ในสภาวะย่ำแย่มากขึ้น ทางออกจะต้องคิดทั้งระบบ ไม่สามารถคิดแยกเป็นส่วนๆ แบบที่กำลังคิดอยู่ในวันนี้ เช่น ปฏิรูปการศึกษาจะต้องเชื่อมโยงกับการเพิ่มศักยภาพการเข้าใจสังคม เป็นต้น
การมองหาทางออกอย่างเป็นระบบนี้ เกิดขึ้นไม่ได้ในสังคมที่เป็นเผด็จการทหารครับ ก็ขนาดทหารที่ครองอำนาจอยู่ยังต้องพึ่งหมอดูแล้วจะแก้อะไรได้









