การใช้อัตราส่วนทางการเงิน: กรณีศึกษาธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐ

การใช้อัตราส่วนทางการเงิน: กรณีศึกษาธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐ

ผู้อ่านหลายท่านคงคุ้นเคยกับอัตราส่วนทางการเงินเป็นอย่างดีอยู่แล้ว สำหรับอัตราส่วนทางการเงินนับได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ฉายภาพรวมของธุรกิจ

ได้อย่างกะทัดรัด จึงเหมาะกับนักลงทุนที่กำลังมองหาหุ้นดีสักตัว แต่ไม่มีเวลาอ่านรายงานประจำปี เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจการใช้อัตราส่วนทางการเงิน ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างอุตสาหกรรมค้าปลีกของประเทศสหรัฐอเมริกาประกอบการอธิบาย


1. อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของเจ้าของ หรือ ROE (%) พูดง่ายๆ ก็คือ คนเป็นเจ้าของลงทุนลงแรงไปเท่าไหร่ ได้ผลตอบแทนกลับมากี่เปอร์เซ็นต์ ปัญหาก็คือผลตอบแทนนี่แหละว่าได้มาจาก “ฝีมือ” หรือ “วิชามาร” โดยปกติแล้วเราจะวัด ROE จากกำไรสุทธิแล้วหารแบ่งกับเจ้าของ ซึ่งการได้ ROE ในอัตราที่สูงก็อาจจะเกิดจากการทำมาค้าขึ้น จนกิจการมีกำไร เมื่อกำไรสุทธิสูง ก็จะดันให้ ROE สูงตาม เช่นนี้จึงเรียกว่าฝีมือ ทว่าการได้มาซึ่ง ROE ยังมีอีกวิธีเป็นวิชามาร คือการทำให้ตัวหารมันน้อยลง ก็คือเจ้าของลงทุนในสัดส่วนที่น้อย ซึ่งแน่นอนว่าถ้าตัวหารน้อยลงกำไรสุทธิเมื่อหารแบ่งกับเจ้าของ ก็จะดันให้ ROE สูงขึ้นได้ด้วย การตบตา ROE ด้วยวิธีนี้จึงไม่สู้ดีนักดังตารางพบว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ Wal-Mart มี ROE สูงกว่า Safeway ทั้งสิ้นถือได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดี แต่ทว่า ROE ของ Wal-Mart เป็นฝีมือหรือวิชามารกันแน่ ดังนั้น เพื่อการวิเคราะห์ ROE อย่างรอบด้านจึงต้องใช้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนร่วมด้วย


2. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ใช้บ่งชี้โครงสร้างเงินทุนของธุรกิจว่า จัดหาเงินมาจากใคร เจ้าหนี้ หรือ เจ้าของ แน่นอนว่าหากทุนที่จัดหาส่วนใหญ่เป็นเจ้าหนี้ ย่อมเป็นอันตรายต่อธุรกิจอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจต้องแบกรับความเสี่ยงจากดอกเบี้ย ทว่าการใช้หนี้สินในสัดส่วนที่สูงนั้น ก็หมายถึงการมีเงินลงทุนของเจ้าของในสัดส่วนที่น้อยด้วย เมื่อเจ้าของลงทุนในสัดส่วนที่น้อย ย่อมหมายถึงตัวหารมีน้อยคน จึงเป็นที่มาของวิชามารในการเพิ่ม ROE ดังนั้น จากตารางพบว่า อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของ Wal-Mart มีสัดส่วนไม่ถึง 2 เท่าซึ่งต่ำกว่า Safeway ด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นว่า ROE ของ Wal-Mart นั้นเป็นของจริง ไม่ได้ใช้วิชามาร


3. อัตราผลตอบแทนต่อเงินลงทุน หรือ ROA (%) ความหมายก็คือ ลงทุนสร้างสินทรัพย์ 100 บาท ได้ผลตอบแทนกี่บาท จากตารางโดยรวมแล้วพบว่า ROA ของ Wal-Mart สูงกว่า Safeway ในขณะที่บางปี ROA ของ Safeway กลับติดลบด้วยซ้ำ นั่นหมายถึงว่า เงิน 100 บาทจำนวนเท่ากัน Wal-Mart สามารถใช้สินทรัพย์ได้มีประสิทธิภาพมากกว่า Safeway เพราะสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า


4. อัตรากำไรสุทธิ หรือ NI/Sales (%) พูดง่ายๆ ก็คือ ยอดขาย 100 บาท สร้างกำไรสุทธิได้กี่บาท จากตารางพบว่าโดยทั่วไปแล้ว Wal-Mart มีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่า Safeway แสดงว่าความสามารถในการทำกำไรย่อมสูงกว่า กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือยอดขายจำนวน 100 บาทเท่ากัน แต่ Wal-Mart สามารถสร้างกำไรที่สูงกว่าได้


อนึ่ง จากการวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินที่ผ่านมาพบว่า อัตราส่วนทางการเงินของ Safeway ในปี 2014 สูงอย่างผิดปกติ ความจริงแล้วการที่ Safeway มีกำไรที่สูงขึ้นนั้นย่อมเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สิ่งที่ชวนให้สงสัยคือ สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของกำไรนั้น เกิดจาก “ฝีมือ” หรือ “วิชามาร” หากอ้างอิงจากแบบฟอร์ม 10-K ของ Safeway (เทียบเท่ากับ แบบฟอร์ม 56-1 ของไทย) พบว่าในปี 2013 และปี 2014 มีรายการหนึ่งที่เพิ่มขึ้นในงบกำไรขาดทุนคือรายการกำไร (ขาดทุน) สำหรับปีจากการดำเนินงานที่ยกเลิก (Gain (Loss) from discontinued operations) หรือก็คือกำไรที่ได้จากการขายสินทรัพย์หรือกิจการที่ถูกยกเลิกไปแล้ว ซึ่งเป็นรายการที่ไม่พบในปีอื่นๆ จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กำไรสุทธิของ Safeway เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ ซึ่งแน่นอนว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นจากการขายสินทรัพย์ย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่ เพราะบริษัทคงไม่ได้มีทรัพย์สินมากมายให้ขายตลอดไป จึงบ่งชี้ว่ากำไรของ Safeway นั้นไม่ได้เกิดจากฝีมือ ซึ่งก็ไม่น่ายินดีนัก ปัญหาคือแล้ว Safeway ขายสินทรัพย์อะไร และขายทำไม


พบว่าตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา Safeway เริ่มทยอยขายกิจการของบริษัทลูกเพราะ Safeway ต้องการใช้เงินทุนเพื่อชำระหนี้สินและซื้อหุ้นคืน เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคารในการขอกู้ตราสารพาณิชย์ (Commercial paper) อันว่าตราสารพาณิชย์เป็นตราสารเงินกู้ระยะสั้น ส่วนใหญ่แล้วบริษัทต่างๆ กู้เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ด้วยเหตุนี้ Safeway จึงต้องปรับปรุงสถานะทางการเงินเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขในการขอกู้ จึงนำมาสู่การขายสินทรัพย์นั่นเอง


ผู้อ่านจะเห็นแล้วใช่ไหมครับว่า เพียงแค่ไม่กี่นาที อัตราส่วนทางการเงินช่วยให้เราสามารถเข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งของ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ได้อย่างง่ายดาย เข้าใจประเด็นปัญหาที่ธุรกิจนั้นๆ กำลังเผชิญ แน่นอนว่าการอ่านรายงานประจำปีย่อมเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักลงทุน แต่จะจำเป็นยิ่งขึ้นหากนักลงทุนสามารถเลือกอ่านได้ตรงจุดสำคัญ นอกจากจะช่วยประหยัดเวลาแล้ว ยังสามารถคัดเลือกหุ้นเจ๋งออกจากหุ้นเจ๊งได้ด้วย