จีนลดเป้าโตเหลือ 7% พร้อมขับเคลื่อนด้วย“เครื่องยนต์แฝด”

จีนลดเป้าโตเหลือ 7% พร้อมขับเคลื่อนด้วย“เครื่องยนต์แฝด”

จีนตั้งเป้าอัตราโตเศรษฐกิจปีนี้เหลือ 7% ซึ่งเขาถือว่าต่ำเพราะปีที่แล้วอยู่ที่ 7.4% ซึ่งก็ต่ำที่สุดตั้งแต่ ค.ศ.1990 หรือ 25 ปีทีเดียว

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจจีนบอกว่า จีนมีศักยภาพโตได้อีก และน่าจะสามารถรักษาอัตราโตของจีดีพีหรือผลผลิตมวลรวมที่ระดับนี้ถึง 20 ปีทีเดียว

ถือเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญของจีนที่ยืนยันว่า อัตราเติบโต กับ เสถียรภาพ ต้องไปด้วยกัน มิฉะนั้นจะมีปัญหาทางการเมืองและสังคม

เพราะถ้าไม่โตในระดับ 7% ก็จะไม่สามารถสร้างงานเพียงพอให้กับคนจีนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในเขตที่ยังยากจน และสำหรับจีน หากคนจนไม่มีงานทำ คนรวยยุคใหม่ที่เกิดจากการก้าวกระโดดของเศรษฐกิจก็อยู่ไม่ได้

อดีตท่านผู้นำเติ้งเสี่ยวผิง ผู้เป็นหัวหอกของการเปิดเสรีด้านเศรษฐกิจเคยประกาศนโยบายว่า เราต้องให้คนกลุ่มหนึ่งรวยก่อน แล้วค่อยกระจายความรวยนั้นไปสู่คนกลุ่มอื่นในสังคม

ผ่านมากว่า 30 ปี คนกลุ่มหนึ่งได้ร่ำรวยขึ้นแล้วอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะคนในเมืองที่อยู่ริมทะเลทางตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยงไฮ้, กวางตุ้ง, หรือเมืองหลวงปักกิ่ง แต่ชาวบ้านที่อยู่ในเขตการเกษตรที่ยังแร้นแค้นกำลังตั้งคำถามว่า ความร่ำรวยนั้นทำไมจึงกระจายตัวมาช้า และทำไมช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนจึงถ่างกว้างขึ้นทุกที

นี่คือโจทย์ที่ผู้นำอย่าง สีจิ้นผิง ต้องตอบด้วยการแสดงฝีมือการบริหารอย่างจริงจัง ไม่ใช่ด้วยการตอกย้ำนโยบายเดิม ๆ เท่านั้น

นายกฯหลี่เค่อเฉียง บอกที่ประชุมใหญ่ประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า

“ถ้าเศรษฐกิจของจีนสามารถเติบโตในอัตรานี้ (7%) เป็นระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร เราก็จะสามารถสร้างฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนาสู่ความทันสมัยได้...”

แปลว่าอัตราโตจีดีพีที่ต่ำลงจากร้อยละกว่า 10 มาเหลือ 7 นั้น ไม่ควรจะเป็นเรื่องน่ากังวล เพราะเป็น มาตรฐานปกติแบบใหม่ ที่เขาเรียกว่า “new normal” ที่จะสร้างเสถียรภาพได้ดีกว่า

เพราะถ้าสูงแต่ไม่ยั่งยืนก็เท่ากับสร้างปัญหาให้กับประเทศและประชาชนเท่านั้น

นายกฯหลี่แสดงความเป็นห่วงเรื่อง กับดักรายได้ปานกลาง (middle-income trap) เหมือนที่นักวิชาการไทยพูดถึงเศรษฐกิจไทยเหมือนกัน

ในความหมายของจีน การจะหลบเลี่ยงกับดักนี้ได้จะต้องพึ่งพาการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งย่อมหมายถึงการจะต้องมีอัตราโตทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสม

สิ่งที่ท้าทายผู้นำจีนคือ การบริหารให้มีความสมดุลระหว่างการชะลอตัวของเศรษฐกิจด้วยมาตรการทางการเงินและการคลังกับเป้าหมายระยะยาว

ซึ่งแปลว่าจะต้องไม่ให้ชะลอตัวเกินเหตุ แต่ก็ไม่ลืมว่าจะต้องรักษาเสถียรภาพในระยะยาวด้วย

นักวิเคราะห์ของจีนบอกว่า ระดับการเติบโตของจีดีพีที่ 7% นั้นหากบวกหรือลบสัก 0.2% ก็น่าจะยอมรับได้ และไม่ห่างจากช่วงการปรับตัวมากนัก

คนไทยควรจะจับตาดูการขับเคลื่อนของจีนที่จะผลักดันเศรษฐกิจให้สามารถแข่งขันในระดับโลกได้ในด้านต่าง ๆ เช่น

    นวัตกรรมทางเทคโนโลยี

การยกระดับอุตสาหกรรม

การปรับปรุงด้านสิ่งแวดล้อม

และการสร้างเมืองใหม่ที่ทันสมัย

เขาเรียกมันเป็น ยุทธศาสตร์เครื่องยนต์คู่ นั่นคือการสร้างจิตวิญญาณแห่ง “ผู้ประกอบการ” (entrepreneurship) กับ “นวัตกรรม” (innovation)

พร้อมกันนั้นก็ขับเคลื่อนการปฏิรูปและสร้างการบริโภคภายในอย่างจริงจัง

   นี่คือ จีนยุคใหม่ภายใต้การนำของสีจิ้นผิง ที่เตรียมผงาดเป็นเบอร์หนึ่งของโลกอย่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง